ทว่าสุดท้ายทั้ง 2 ก็ไม่พูดอะไรออกมา และในแววตายังฉายความกังวลไม่ต่างหลิ่วเสวีย
“เอาล่ะๆ! ไปกันเถอะ!!”
หวังฉีสูดลมหายใจเข้าลึกๆไม่กี่คำ ก็คร้านจะสนใจหรงปัวอีก เพียงกล่าวออกมาเสียงดัง ค่อยเร่งความเร็วมุ่งหน้าเข้าหาร่างม่วงที่ห่างออกไปไกลๆทันที
“ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว…หากไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่มันมีพลังฝึกหรือไม่ถึงเซียนสวรรค์ 9 เปลี่ยน ข้าจะไม่ให้มันเข้าร่วมกลุ่ม!”
หรงปัวที่คล้ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่างพลันกล่าวประกาศออกมาทันที ทำให้ร่างจางยี่ และหลิ่วเสวียที่กำลังเหินตามหวังฉีไปสะท้านขึ้นมาทันที
“ไม่ถึงเซียนสวรรค์ 9 เปลี่ยน? ข้าเองก็ไม่ใช่เซียนสวรรค์ 9 เปลี่ยนมิใช่หรือไร?”
หลิ่วเสวียย่นคิ้วเป็นปมกล่าวถาม
“เจ้าเป็นสตรี แต่มันไม่ใช่”
หรงปัวกล่าวพลางเหลือบไปมองร่างในชุดม่วงอีกครั้ง คราวนี้ลึกลงไปในแววตายังเผยประกายเยียบเย็นหนึ่ง
‘ไอ้คนที่ชื่อว่าหรงปัวนั่นมันเป็นอะไรของมัน…ข้ายังไม่ได้ไปทำอะไรให้มันเลยไม่ใช่รึไง?’
ต้วนหลิงเทียนไม่เพียงแต่ได้ยินวาจาของทั้ง 4ชัดเจน ยังมองเห็นสายตาทั้งท่าทีของทุกคนที่มีต่อเขาอีกด้วย
เรื่องนี้ย่อมทำให้เขางุนงงไม่น้อย
เขาถามตัวเองก็พบว่า เขาไม่เคยพบเคยเจอหรัวปงอะไรนี่มาก่อนด้วยซ้ำ ไฉนอีกฝ่ายถึงได้มองเขาในแง่ร้ายแบบนี้?
“สวัสดีสหาย ข้าเรียกว่าหลิ่วเสวีย”