ุณจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?”
เวินหมินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอราวกับงูพิษ “คุณอยากให้ผมพูดอะไร?”
เฝ่ยไป๋ลู่วางคางไว้บนหลังมือ ถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “บอกฉันมาว่าคุณไปเรียนค่ายกลนิทราสังหารนี่มาจากที่ไหน”
เวินหมินยังคงนิ่งเงียบ
เวินโจวขมวดคิ้ว “อะไรคือค่ายกลนิทราสังหาร”
“ค่ายกลนิทราสังหารเป็นค่ายกลอาคมหนึ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้แน่ชัด ผู้ที่ต้องอาคมนี้เข้าจะติดอยู่ในห้วงฝันหวานจนไม่อยากตื่นขึ้นมา กระทั่งพลังชีวิตของผู้ต้องคำสาปถูกลิดรอนไปทีละน้อย จนตกอยู่ในสภาพนิทรานานขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้ตรวจสอบด้วยวีธีแพทย์แผนปัจจุบันก็หาสาเหตุกันไม่พบ แต่ปัญหาก็คือ ชาวบ้านทั่วไปจะนึกว่าเป็นการเสียชีวิตกะทันหันเท่านั้น” เฝ่ยไป๋ลู่กล่าว
เมื่อนึกถึงสถานการณ์แปลก ๆ ที่เวินโจวไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ในตอนนั้น คุณพ่อเวินก็ตกใจกลัว “เวินหมิน เธอเป็นคนทำเหรอ?”
“ดูท่าจะญาติดีกันไม่ได้เสียแล้ว” เวินหย่งยิ้มเยาะ จับมือเหวินหมินแล้วหมายจะจากไป
“เวินหมิน ฉันจะเป็นคนทำลายอาคมนี้เอง คุณคิดจริง ๆ เหรอว่าเมื่อถึงตอนนั้นคุณจะรอดไปได้?”
คำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ทำให้เวินหมินเปลี่ยนสีหน้าได้สำเร็จ
เวินหย่งไม่ได้รั้งเวินหมินไว้ กลับมองลูกชายด้วยความสับสนและไม่สบายใจ ริมฝีปากของเขาขยับสองสามครั้ง แต่ก็ไม่กล้าพูดในสิ่งที่เขาต้องการจะพูดออกมา
“ใช่ ฉันทำเอง” ในเมื่อตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว เวินหมินพลันถอดหน้ากากพี่ชายแสนดี และเผ