อัสนีสีม่วงก็ทวีจำนวนฟาดผ่าแลบลั่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
ต่อมาเหล่าอัสนีสีม่วงเดิมที่เคยมีขนาดเท่าอสรพิษก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ
เปรี๊ยง! เปรี๊ยง! เปรี๊ยง! เปรี๊ยง!
…
ในระหว่างที่เมฆหายนะเริ่มเคลื่อนตัวมาควบรวม เสียงฟาดผ่าอัสนีก็ดังกังวานลงมาจากฟากฟ้าไม่หยุด ดั่งโลกหล้ากำลังจะถึงกาลวิปโยคเต็มที!
“ท่านอาจารย์…กำลังจะเริ่มข้ามผ่านหายนะทัณฑ์สวรรค์แล้วหรือ?”
ด้วยความเคลื่อนไหวด้านนอกนั้นใหญ่โตเอิกเกริกนัก ทำให้ในที่สุดหวงเหวินจิ้งที่ปิดด่านบ่มเพาะอยู่ก็ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นางออกจากห้องหับมายืนในลาน ทั้งแหงนขึ้นไปมองบนฟากฟ้าก่อนใดอื่น ปากกล่าวพึมพำออกมาด้วยความตะลึง
อวิ๋นฟู่เหย่เองก็กำลังมองจ้องขึ้นไปบนฟ้าไม่ต่าง
ในสายตาทั้งคู่ ปรากฏ 1 ร่างเหินตระหง่านท่ามกลางฟ้าดิน และแพเมฆหายนะก็คล้ายจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่หนึ่งร่างนั้น
“ศิษย์น้องเล็ก…”
ได้ยินเสียงเรียกหาอันคุ้นเคย หวงเหวินจิ้งพลันดึงสติกลับมาจากการเหม่อมอง ค่อยพบอวิ๋นฟู่เหย่ที่ไม่ทราบมาหยุดยืนข้างกายนางเมื่อไหร่กำลังแย้มยิ้มพูดว่า “ไม่ผิด ตอนนี้ท่านอาจารย์สามารถชักนำหายนะทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จแล้ว”
“กล่าวได้ว่าอีกไม่กี่วัน วังเซียนสัญจรของพวกเราก็จะอุบัติตัวตนครึ่งก้าวเซียนอมตะ! และยังเป็นครึ่งก้าวเซียนอมตะคนที่ 2 ของเผ่าปีศาจมนุษย์!!”