ตั้งแต่ที่เค่อเอ๋อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงด้านนอก นางก็รีบออกมาทันที
“อื้ม”
เมื่อเห็นเค่อเอ๋อสายตาต้วนหลิงเทียนก็เปลี่ยนเป็นอ่อนลงทันที ใจที่เหี้ยมหาญนิ่งสงบยังคล้ายจะละลายเป็นน้ำ
“ท่านแม่ ท่านพ่อรับปากซือหลิงแล้วแหล่ะว่าจะสอนซือหลิงบ่มเพาะ!”
ต้วนซือหลิงหันไปกล่าวกับมารดา สองมือเล็กๆชูขึ้นด้วยความลิงโลด
ก่อนที่เค่อเอ๋อจะทันได้กล่าวอะไร ต้วนหลิงเทียนก็พูดออกมาเสียก่อน “ในเมื่อซือหลิงอายุได้ 10 ขวบแล้ว หากลูกอยากบ่มเพาะพลังก็ไม่เป็นไร…”
“อย่างไรก็ตามทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้า…ถ้าเจ้าเห็นด้วยพี่จะสอนนางบ่มเพาะทันที แต่ถ้าไม่เห็นด้วยพี่ก็จะรออีกสัก 2 ปี…”
ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียน ต้วนซือหลิงอดไม่ได้ที่จะตะลึง เมื่อคืนสติก็หันไปมองกล่าวกับต้วนหลิงเทียน สองตากลมใสยังรื้นขึ้นราวมีม่านหมอกบดบัง “ท่านพ่อ…ไหนเมื่อครู่ท่านพ่อเห็นด้วยกับซือหลิงแล้วนี่นา?”
ซือหลิงที่แลดูคล้ายจะร้องไห้ช่างชวนให้ผู้คนเวทนาสงสารนัก
“ซือหลิงพ่อสัญญากับลูกแล้วก็จริง แต่นั่นต้องให้แม่เห็นด้วยก่อน…ถ้าแม่ไม่เห็นด้วยพ่อจะกล้าสอนลูกหรือ…”
เมื่อเห็นท่าทางของต้วนซือหลิง ใจต้วนหลิงเทียนก็อ่อนยวบลง เร่งกล่าวคำเสียงอ่อน ทั้งลูบหัวปลอบนาง
ลูกสาวคนนี้เป็นเค่อเอ๋อเลี้ยงมาแต่เล็กจนโต
เรื่องนี้เขารู้สึกผิดต่อเค่อเอ๋อมาโดยตลอด ถึงแม้เขาจะอยากตามใจลูกมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญของนาง เขาจะฟังความเห็นของเค่อเอ๋อก่อน