“ข้ามิได้พูดเล่น”
น้ำเสียงของจูลู่ฉียิ่งมายิ่งเย็นลง
“สหายจู! อย่าได้ลืมเลือนไปว่าเจ้ากับจ้าวจี้กล่าวคำสาบานต่อทัณฑ์สวรรค์แล้ว…ว่าหากไม่ใช่ข้าคิดลงมือกับพวกเจ้าก่อน พวกเจ้าไม่อาจฆ่าข้าได้! หากเจ้าฆ่าข้าก็ถือว่าละเมิดคำสัตย์ เช่นนั้นก็เหลือเพียงหนทางตายสถานเดียว!!”
ฉีจิ้งคล้ายไม่ได้กังวลอะไรเลย
“ผ่อนคลาย…ข้ามิได้คิดฆ่าเจ้า แต่จากคำสาบาน…ข้าไม่ฆ่าเจ้า แต่มิใช่ว่าข้าไม่อาจทำให้เจ้าไร้โอกาสเห็นแสงตะวันอีกต่อไป…”
จูลู่ฉีกล่าวออกด้วยร้ำเสียงอำมหิต
“เจ้า…เจ้าคิดทำบ้าอะไร!?”
ในที่สุดน้ำเสียงผ่านสำนึกเทวะของฉีจิ้งก็กลายเป็นร้อนรนขึ้นมาแล้ว! เพราะมันสัมผัสได้ว่าจูลู่ฉีไม่ได้คิดล้อเล่นกับมันจริงๆ!!
“เจ้าคิดว่า…หากเจ้ากลายเป็นคนพิกลพิการไม่อาจทำอะไรได้ เช่นนั้นวิญญาณกลับเข้าร่างแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า?”
จูลู่ฉีกล่าวออกไม่ทราบกล่าวกับฉีจิ้งหรือกล่าวถามตัวเองกันแน่
“ไม่! ไม่! เจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้! เจ้าอย่าได้ทำเช่นนั้น!อย่า!!”
ฉีจิ้งที่ได้ยินคำของจูลู่ฉี ยิ่งเป็นกังวลจนใจแทบไหม้แล้ว
อย่างไรก็ตามจูลู่ฉีไม่สนใจคำร้องของฉีจิ้งแม้แต่นิดเดียว ยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ ปรากฏคลื่นพลังฉุดดึงอำมหิตขุมหนึ่ง กระชากแขนขาทั้ง 4 ของจูลู่ฉีจนขาดออกจากตัวราวดึงถอนต้นหญ้า…
“เจ้า…เจ้าไม่ต้องการเคล็ดความบทสุดท้ายของเคล็ดมารกลืนหยินแล้วรึไร!?!”