เวินอยู่ข้างนอกแล้วนะคะ”
“อะไรนะ?!” พยาบาลทุกคนพลันกลายเป็นหิน
เฝ่ยไป๋ลู่เฝ้าดูสีหน้าเหล่าพยาบาลตัวน้อยที่เปลี่ยนไปจนซีดเซียวด้วยความขบขัน
……
หลังจากยืนยันได้แล้วว่าพ่อแม่บุญธรรมอาการดีขึ้น เฝ่ยไป๋ลู่ก็วางแผนจะออกจากโรงพยาบาล แต่เธอไม่คิดว่าจะได้พบกับเฝ่ยเฉิงอีก
ตอนเฝ่ยเฉิงเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ออกมาจากลิฟต์ของโรงพยาบาล ดวงตาของเขาพลันเป็นประกาย ราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ และสีหน้าอวดดีก็ปรากฏขึ้นบน “เธอคงไม่อยากแตกหักกับครอบครัวเฝ่ยของเราสินะ ถ้าสิ้นหวังมากนัก งั้นทำไมไม่กลับมาบริจาคไขกระดูกให้พี่ชิงรั่วก่อนล่ะ”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวอย่างจนปัญญา “ถ้านายตาบอดก็ไปหาจักษุแพทย์สิ หรือหากสมองมีปัญหาก็ไปสแกนสมองซะนะ อย่ามัวแต่โหวกเหวกโวยวายแต่เช้า”
เฝ่ยเฉิงกลั้นหายใจ “เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อบริจาคไขกระดูกให้พี่ชิงรั่วเหรอ? งั้นเธอมาโรงพยาบาลทำไม?”
เฝ่ยไป๋ลู่พูดประชดว่า “นายเป็นเจ้าของโรงพยาบาลหรือไง? ทำไมฉันต้องรายงานเหตุผลให้นายรู้ด้วยมิทราบ?”
การถูกเยาะเย้ยครั้งแล้วครั้งเล่า กอปรสายตาที่มองมาของผู้คนรอบข้าง ทำให้เฝ่ยเฉิงรู้สึกอับอายมาก เขาจ้องเฝ่ยไป๋ลู่เขม็ง แล้วเดินปึงปังจากไป
เมื่อกลับมาที่ห้องพักฟื้น เฝ่ยเฉิงก็พบว่าบรรยากาศหม่นหมองในห้องเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งพ่อแม่และพี่ชายต่างก็มีรอยยิ้มผ่อนคลายบนใบหน้า เดิมทีที่เขาต้องการจะพูดถึงการพบกับเฝ่ยไป๋ลู่ก็ถูกลืมไปทันที “เกิดอะไรขึ้น มีข่าวดีอะไรหรือเปล่าครั