ได้ยินคำนี้ถามนี้ของต้วนหลิงเทียน หวางเฟยเซวียนอดไม่ได้ที่จะย่ำเท้าด้วยความหงุดหงิด “นี่เจ้ามิรู้หรือไร ว่าก่อนหน้าผู้คนพากันกล่าวว่าท่านจ้าวตำหนักคิดรับเจ้าเป็นศิษย์?”
“อ่อ…แล้ว?”
ต้วนหลิงเทียนถาม
“แล้วเจ้าคิดไม่ได้รึไง ว่าพอเรื่องที่เจ้ามีอาจารย์ทั้งคิดจะขึ้นไปภูมิภาคเบื้องบนกระจายออกมา มันย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของท่านจ้าวตำหนักที่คิดรับเจ้าเป็นศิษย์กระทั่งเป็นศิษย์ปิดสำนักเพราะหวังให้เจ้าเป็นจ้าวตำหนักรุ่นต่อไป…คราวนี้ท่านจ้าวตำหนักก็ไม่คิดรับเจ้าเป็นศิษย์เพื่อฝากฝังให้เป็นจ้าวตำหนักอะไรแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าทั้งๆที่กล่าวจบแล้วแต่ต้วนหลิงเทียนยังแลดูไม่ทุกข์ร้อนหรือสลดอะไร หวางเฟยเซวียนก็ได้ถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ “นี่เจ้าไม่เสียใจอะไรเลยจริงเหรอ?”
“ไม่เห็นจะต้องเสียใจอะไร”
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัว “ยังไงเรื่องในข่าวลือก็เป็นความจริง ต่อให้วันนี้พรุ่งนี้ไม่แพร่ออกมา วันหน้าก็ต้องแพร่ออกมาอยู่ดี…ถึงตอนนั้นหากจ้าวตำหนักยอมรับข้าเป็นศิษย์ไปแล้วคงดูไม่ดี”
ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียน หวางเฟยเซวียนพลันกระพริบตาปริบๆ ไม่นานสายตาที่ใช้มองต้วนหลิงเทียนก็ทำราวกับมองตัวประหลาด
“มองอะไรของเจ้า?”
ต้วนหลิงเทียนขมวดคิ้วกล่าวถาม โดนมองด้วยสายตาแบบนี้เขาอึดอัดอยู่บ้าง
“มองเจ้าไง ข้าอยากรู้นักไฉนเจ้าถึงไม่รู้สึกอะไรทั้งๆที่พลาดได้เป็นศิษย์ท่านจ้าวตำหนัก…”
หวางเฟยเซวียนกล่าว