หลิวเจียนพยักหน้า ค่อยกล่าวออกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “การประลองชิงสิทธิ์วันนี้ข้าจะทำให้ดีที่สุด หากมิได้สิทธิ์ข้าก็ได้แต่โทษตัวเองที่ไร้สามารถ แต่อย่างไรเสียข้าก็ต้องขอขอบคุณกับความหวังดีของเจ้า”
หลิวเจี้ยนมองต้วนหลิงเทียน กล่าวออกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ต้องกล่าวเลยว่าน้ำเสียงของหลิวเจี้ยนไม่ได้ถือดีหรือนอบน้อมอะไรมากมาย ทำให้ต้วนหลิงเทียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เลวเหมือนกัน
“ข้าเองก็เช่นกัน”
เริ่นเฟยยังกล่าวเสริมออกมา
“ฮึ! ในบรรดาพวกเรา 4 คน เจ้านับว่ามีโอกาสเข้าแดนลับเซียนน้อยที่สุด!”
หวางเฟยเซวียนเหลือบมองเริ่นเฟยด้วยสายตาเย็นชากล่าวแขวะออกมา
เรินเฟยพอได้ยินก็รู้สึกกระดากใจไม่น้อย แต่มันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะมันรู้ดีแก่ใจว่าแม่นางเบื้องหน้าดุร้ายเพียงใด
ที่มันคิดไม่ถึงก็คือผ่านไปตั้งนานแล้ว ท่านย่าน้อยผู้นี้ยังไม่ลืมเลือนเรื่องที่มันทำไว้อีก…
เริ่นเฟยย่อมรู้ดี ว่าตอนนี้การเลือกที่จะเงียบสมควรเป็นอะไรที่ประเสริฐสุด!
“เจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางกับมันเหรอ?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นดินปืนที่คลุ้งขึ้นมาในบรรยากาศ ต้วนหลิงเทียนก็ส่งเสียงกล่าวถามหวางเฟยเซวียนด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก! ข้าแค่ไม่ชอบหน้ามันเท่านั้นแหล่ะ…”
หวางเฟยเซวียนส่งเสียงตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด
ต้วนหลิงเทียนที่ได้ยินก็รู้สึกไร้คำจะกล่าว
“ลั่วชานฟื้นแล้ว!”