กัวลู่ไม่คิดเลยว่าลั่วชานจะปากร้ายดั่งลิ้นมีพิษเช่นนี้ ใบหน้ามันขึ้นสีด้วยโทสะทันที “เหลวไหล พวกเจ้ามันก็แค่ตัวโง่งมไม่รู้อะไร!”
“ข้าเป็นตัวโง่งม?”
ความเย้ยหยันบนใบหน้าลั่วชานยิ่งมายิ่งมาก “หากเจ้าเห็นข้าเป็นตัวโง่งมกล่าวเหลวไหลจริง ไฉนเจ้าถึงได้ร้อนตัวออกมาแทนมันเช่นนี้เล่า?”
“เขาเป็นสหายข้า!”
กัวลู่กล่าวออกเสียงเข้ม
“สหาย? น่าขันนัก!!”
ลั่วชานแค่นคำด้วยรังเกียจ มุมปากเผยรอยยิ้มหยามหยัน สายตามองเหยียด “เท่าที่ข้ารู้เจ้าเคยเจอมันก็แค่ครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ประมือกันครั้งแรกเจ้ายังทำได้แค่เสมอ…วันนี้พอเจอหน้ามันเป็นครั้งที่สองเจ้ากลับเรียกหามันเช่นนี้…อย่าบอกข้าเชียวว่าเจ้าเห็นมันเป็นสหายแล้ว?”
“แล้วจะอย่างไร?!”
กัวลี่กล่าวออกเสียงเย็น
ในขณะที่ลั่วชานเปิดปากคล้ายจะกล่าววาจาใดสืบต่อ เสียง ‘ปับ’ พลันดังขึ้นเบาๆ เป็นต้วนหลิงเทียนตบบ่ากัวลู่ “ศิษย์พี่กัวลู่ บางคนนั้นสันดารถ่อยจึงไร้ผู้ใดคบค้าสมาคมนับประสาอะไรกับยึดถือเป็นสหาย…ท่านกล่าววาจาเรื่องนี้กับคนที่ไม่มีผู้ใดคบเช่นนั้น…ยังต่างใดกับดีดพิณให้วัวฟัง?”
ดินพิณให้วัวฟัง!
ทันทีที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวคำนี้ออกมา ทุกสายตาโดยรอบพลันหันไปมองลั่วชานแปลกๆทันที