ทว่าในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะกล่าวบอกปัด ปฏิเสธไม่ประลองแบบนี้ เป็นฉีจิ้งที่กล่าวแทรกขึ้นมาเสียก่อน “หลวงจีนลายบุปผา จิ้งชวีจื่อ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเองก็มีศักดิ์ศรีและมีความมั่นใจในตัวเองสูง…แต่ถ้าวันนี้พวกเจ้าทั้งคู่ไม่กล้ารับคำท้าของข้า ข้าคงต้องถอนหายใจด้วยความระอาแล้วจริงๆ…เพราะคนของวัดฟ่านเทียนกับศาลเจ้าชุนหยางที่แท้ล้วนเป็นสัดใส่ข้าวที่ใช้การมิได้!!”
สัดใส่ข้าวที่ใช้การไม่ได้!
ต้องบอกเลยว่า คำนี้ของฉีจิ้งมันแรงนัก!
อย่างน้อยๆทันทีที่สิ้นคำของมัน ไม่ว่าจะเป็นคนของวัดฟ่านเทียนหรือศาลเจ้าชุนหยางก็ของขึ้นทันที ใบหน้ายังเปลี่ยนไปเป็นโมโห หลวงจีนบางคนแทบถลกจีวรวิ่งมาถีบยอดหน้ามันสักครา!
“หยิ่ง! หยิ่งผยองอวดดีนัก!!”
“หลวงพี่! ในเมื่อมันโอหังถึงเพียงนี้ก็ขึ้นไปสั่งสอนมันสักคราเถอะ!!”
“ถูกแล้วศิษย์พี่! ในเมื่ออีกฝ่ายมิเห็นวัดฟ่านเทียนของพวกเราอยู่ในสายตา ท่านก็มิต้องแยแสอันใดเพียงร่วมมือกับพี่ชายจิ้งชวีจื่อมอบบทเรียนที่ไม่มีวันลืมให้มันเถอะ!!”
“ศิษย์พี่ ขึ้นไปทุบตีมัน!!”
……
ตอนนี้คนของวัดฟ่านเทียนยกเว้นเจ้าอาวาสกับหลวงจีนอาวุโสถึงกับโมโหจนโพล่งคำออกมา บ้างก็โมโหจนจีวรกระพือ บางคนที่ถือประคำไว้ยังกำจนสายขาดลูกประคำร่วงผล็อย เร่งเร้าให้หลวงจีนลายบุปผาเร่งรับคำท้าแล้วขึ้นไปสั่งสอนตัวปากดีนั่นเร็วไว!
ด้านศาลเจ้าชุนหยางเองก็ไม่ต่างกัน