ต้องกล่าวเลยว่าผู้คนมักชมชอบคิดวิเคราะห์กันไปเอง สุดท้ายก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ทั้งๆที่ไม่แน่ใจอะไร
“ใช้โอกาสเช่นนี้ สะสางความแค้นความบาดหมางกับฉีค่าน…ฉีกังผู้นี้ต้องเคียดแค้นฉีค่านถึงขนาดไหนกัน? นี่มันไม่กลัวต่อไปจะไม่มีที่ยืนในคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องหรือไร?”
หลายคนยังคงส่ายหัวและไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันเหลวไหลเกินไป
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้านต้วนหลิงเทียนโค้งคิ้วขึ้นตั้งแต่เห็นฉีกังเหินร่างไปทางเวทีประลองฉีค่านแล้ว และเมื่อมันลงไปยังเวทีของฉีค่านจริงๆ ยิ้มเย็นชาพลันแสยะออกที่มุมปากของเขาทันที เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าพวกมัน
หากฉีกังมันคิดท้าทายฉีค่านจริงๆด้วยเหตุผลไร้สาระพรรค์นั้น สีหน้ามันต้องเคียดแค้นทั้งมีการเตรียมใจอะไรบ้าง
ทว่าต้วนหลิงเทียนสังเกตเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายของฉีค่าน ไหนเลยยังไม่รู้ได้ว่าพวกมันคิดทำอะไรกัน!
และจากสายตาดั่งอสรพิษที่ฉีค่านหันมองมา ใจต้วนหลิงเทียนก็เย็นเยียบลงทันใด
‘เตี๊ยมกันโง่ๆอย่างนี้เลย?’
ในใจต้วนหลิงเทียนย่อมรู้ดีว่าพวกมันสมรู้ร่วมคิดก่อการขึ้นมาแล้ว
และฉากต่อมาก็ทำให้ผู้คนที่ไม่รู้เรื่องราวตกตะลึงพรึงเพริดกันนัก
เพราะในสายตาของทุกคนเมื่อฉีกังท้าทายฉีค่าน มิแคล้วต้องถูกทุบตีอนาถแพ้พ่ายไปอย่างไร้หนทางสู้แน่นอน
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของพวกมันนัก
“ข้ายอมแพ้”