๋หราน แต่หลังจากพูดกลับกลายเป็นเย่อวี๋หราน ‘โน้มน้าว’ พี่เป้า
นางกล่าวว่า “มีตัวอย่างการที่พวกเราร่วมกิจการกับนายท่านผู้เฒ่าซุนก่อนหน้านี้ เมื่อทำตาม ‘กฎเกณฑ์’ ทุกอย่างก็เรียบร้อย ไปถามความเห็นฮูหยินเจี่ยอีกคราเถอะว่าต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย หากท่านคิดมากอยากจะให้นางเพิ่มอีกหน่อยนั่นก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ต้นทุนในร้านค้าและส่วนแบ่งกำไรของพวกข้าจะลดลงไม่ได้ ท่านต้องจำไว้ว่าร้านค้าไม่ได้เป็นของท่านคนเดียว ท่านต้องปลอบขวัญหุ้นส่วนทุกคนด้วย”
“เป็นข้าที่คิดง่ายเกินไป!” พี่เป้าถอนหายใจพูดหนึ่งประโยค
แม้ว่าพี่เป้าจะ ‘เห็นด้วย’ กับข้อเสนอของเย่อวี๋หราน แต่ยามที่เขาออกไป เย่อวี๋หรานก็ยังไม่ได้ถอนหายใจอย่าง ‘โล่งอก’
ไม่มีทางเลือก ตลอดมานางคิดว่าพี่เป้า ‘มีเหตุผล’ เป็นอย่างมาก คาดไม่ถึงว่าผู้ชายเช่นเขาจะทำเรื่องหุนหันพลันแล่นเช่นนี้
อีกทั้งนางยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พี่เป้าพูดเป็นความจริงหรือไม่
“ท่านแม่?”
เย่อวี๋หรานดึงสติกลับมามองไปทางจูอู่ที่มองมาอยู่ “หืม?”
“เมื่อครู่ข้าเรียกท่านตั้งหลายคราแต่ท่านไม่สนใจ…” จูอู่กล่าว “ท่านแม่ พี่เป้าพูดอันใดหรือขอรับ ข้าเห็นท่านดูเหมือนจะใจลอยอยู่บ้าง”
“ข้อสงสัยที่พวกเรา ‘ค้นเจอ’ ก่อนหน้านี้”
“หืม?”
เย่อวี๋หรานเอาเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินเจี่ยมาพูด แน่นอนว่านางไม่ได้ยกเรื่องที่พี่เป้าชอบพอฮูหยินเจี่ยขึ้นมา พูดเพียงว่าฮูหยินเจี่ยช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงต้องการ ‘ตอบแ