ทนบุญคุณ’
จูอู่แปลกใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ยังคาดไม่ถึงว่าคนเช่นพี่เป้าจะยังคิดเรื่อง ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ด้วย”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองเขา “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าพี่เป้าเป็นคนอย่างไรเล่า? ผู้มีความชอบธรรมฆ่าสุนัข ผู้คิดคดทรยศเป็นบัณฑิต*[1] สุภาษิตนี้เคยได้ยินหรือไม่?”
จูอู่เกาหัวยิ้มอย่างโง่งม “ท่านแม่ เรื่องนี้ไม่เหมือนกันนะขอรับ ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลใจกลัวพี่เป้าจะต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอย่างหนึ่งต่างไปจากที่พวกเราคิดไว้…ในเมื่อเขาทำเพื่อ ‘ตอบแทนบุญคุณ’ เช่นนั้นเรื่องเหล่านี้ก็ให้อภัยได้ขอรับ ท่านแม่ เรื่องนี้นับว่าจบแล้วหรือขอรับ?”
“ดูเหมือนเจ้าจะค่อนข้างชอบพี่เป้าทีเดียว”
จูอู่ดันเก้าอี้รถเข็นของเย่อวี๋หรานตรงไปที่บ้านและกล่าวว่า “เอาเถิดขอรับ ปกติก็คบค้าสมาคมต่อกันจึงไม่อยากเสียสหายคนหนึ่งไปเช่นนี้ขอรับ”
“นิยามคำว่า ‘สหาย’ ของเจ้าช่างกว้างเกินไปเสียหน่อย หากเขาอยากเป็นสหายกับเจ้า เขาจะมีเรื่องปิดบังเจ้าหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ท่านแม่ สหายมีหลายประเภทนะขอรับ มีทั้งเป็นเพียงคนรู้จัก มีทั้งคุ้นเคยกันอยู่บ้าง มีทั้งที่จริงใจต่อกัน ข้ากับพี่เป้าน่าจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างพอที่จะช่วยเหลือกันขอรับ เวลาผ่านไปนานเข้าก็จะเห็นใจคน บางทีหลังจากนี้รอไปอีกนานหน่อย พวกเราอาจจะพบว่าอีกฝ่ายล้วนเป็นคนที่ค่อนข้างไม่เลว หรืออาจกลายเป็นสหายที่ ‘มีความจริงใจต่อกัน’ ก็ได้นะขอรับ”
“ไม่รู้สิ เวลาอาจเปลี่ยนแปลงทุ