ขาเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ ว่าปกติท่านจัดการเช่นนี้หรือ?
ท่านสับสนเช่นนี้ก็ยังคิดจะสร้างปัญหาอีก
ยังดีที่ฮูหยินเจี่ยมีเหตุผลและมีสมองจึงกดดันให้ท่านเลือก ไม่เช่นนั้น ‘การค้า’ คงอยู่ได้ไม่นาน
แต่ฮูหยินเจี่ยสามารถตัดสินใจเช่นนี้ได้นั่นแปลว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ ‘แย่’ เหมือนที่นางคิด บางทีอาจจะฉลาดมากด้วยซ้ำ นับเป็นคนที่มีหัวคิดทีเดียว
ทำการค้าที่ไหนจะมาทำแบบสับสนไม่ละเอียดได้เล่า?
การพูดถึง ‘กฎเกณฑ์’ ก่อนลงนามในสัญญา สามารถช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกี่ยวพันกันในภายหลังได้
บางครั้งการที่ทำการค้าไม่สำเร็จหรือไม่อาจอยู่ได้นานก็ไม่ใช่เพราะกิจการไม่ดี แต่เป็นเพราะปัญหาของเหล่าพันธมิตร
“ความหมายของข้าคือข้าอยากช่วยนาง ไม่อยากหาเงินอันใดจากนาง แม้ว่าจะต้องลงนามสัญญาหนึ่งฉบับ แต่ข้าก็ยังไม่อยากเอาเปรียบคน…” พี่เป้าอธิบาย เหตุผลที่เขาพูดเช่นนี้เพราะหวังว่าเย่อวี๋หรานจะเห็นด้วยและ ‘ทำเช่นเดิม’ นั่นคือแบ่งผลกำไรเหมือนเมื่อก่อน
หากเขาช่วย ‘งาน’ ของฮูหยินเจี่ยได้ทั้งยังไม่เอาเงินก็ไม่เป็นไรแล้ว
“เช่นนั้นท่านเคยคิดคำนวณหรือไม่ว่าเงินที่ท่านให้นางทุกเดือนเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง?” เย่อวี๋หรานกลอกตา ต้องพูดคำที่ไม่อาจเลี่ยง “รายได้ร้านค้าร้านหนึ่งก็ไม่ได้มาก แล้วหลังจากเปิดสาขาแยกเล่า? หนึ่งร้าน สองร้าน…สิบร้าน ร้อยร้าน ท่านยังคิดจะให้นาง ‘ได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุน’ เลยหรือ?”
“ข้าไม่ได้คิดไกลถึงเพียงนั้น…” พี่เป้าตกตะ