“ข้าจะกล้าบอกเรื่องพรรค์นี้กับนายท่านได้อย่างไร นายท่านจูอู่ เรื่องนี้ท่านห้ามบอกให้นายท่านของข้ารู้เด็ดขาด หากเขารู้เข้าแล้วจะโทษว่าข้าวัน ๆ อยู่ว่างไม่ทำสิ่งใดนอกจากตามสอดส่องเรื่องภายนอก…”
“ข้าจะบอกนายท่านของเจ้าไปทำไมกัน” จูอู่กล่าว “เจ้าบอกว่าฮูหยินเจี่ยมือหนัก นางไม่กลัวนายท่านผู้เฒ่าเจี่ยจะโกรธบ้างหรือ?”
“นายท่านจูอู่ ท่านพูดล้อเล่นแล้วหรือ? นายท่านผู้เฒ่าที่ไหนจะโกรธเคืองภรรยาเอกของตนเพียงเพราะอนุคนเดียว” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยความขบขัน “ข้ารู้ว่าสกุลจูยึดมั่นในคุณธรรมมาตลอด เรื่องสามอนุสี่ภรรยาล้วนไม่มีให้ต้องปวดหัว แต่หากเป็นครอบครัวอื่น ท่านลองดูเอาเถิดว่าจะเกิดความวุ่นวายได้ขนาดไหน”
จูอู่ “…”
เพราะเหตุนี้ท่านแม่ถึงได้ต่อต้านเรื่อง ‘การรับอนุ’ อย่างนั้นหรือ?
หลังส่งข้ารับใช้สกุลซุนกลับไป จูอู่ก็เล่าเรื่องที่ถามมาให้เย่อวี๋หรานฟัง
เขาถอนหายใจก่อนเอ่ยว่าคนสกุลใหญ่เหล่านี้ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์
ตอนที่เปี้ยนชิวอิ่งก่อเรื่องเลยเถิดในสกุลของพวกเขา พวกเขาเพียงแค่ ‘กลัว’ นางและไม่กล้าลงไม้ลงมือ
“มันขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องใด หากถึงที่สุดแล้วจริง ๆ คนเราก็ทำได้ทุกอย่าง” เย่อวี๋หรานได้ยินแล้วไม่แปลกใจนัก “อีกทั้งในสกุลใหญ่แบบนี้ ข้ารับใช้และคนจำพวกนั้นก็ไม่น่าเป็น ‘ของ’ มีค่า ที่ว่า ‘ของ’ ก็เพราะเป็นแค่สิ่งของ คล้ายกับโต๊ะหรือเก้าอี้ในบ้าน หากไม่ดีก็สามารถขายหรือทิ้งได้ เมื่อถึงยามต