“การลงมือครั้งนี้ของมันข้าคิดว่าคงไม่มีอะไรมากไปกว่า มันเห็นว่าข้ากลับมาก็ปิดด่านบ่มเพาะไม่ออกไปไหน มันจึงกลัวว่าข้าจะปิดด่านบ่มเพาะแบบนี้ต่อเนื่องไป 2-3 ปี กระทั่งพลังฝีมือข้าเหนือกว่ามัน…ถึงตอนนั้นความต่างของพลังระหว่างข้ากับมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”
ลูกตาต้วนหลิงเทียนทอประกายสว่างจ้าออกมา
“สมควรเป็นเช่นนั้นจริงๆ”
ป๋ายลี่หงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนยิ้มแสยะกล่าวคำปรามาส “เฮอะ! โชคร้ายที่มันคงคาดมิถึงว่าตอนนี้พลังฝีมือเจ้าก้าวข้ามมันไปนานแล้ว…เจ้าสามารถฆ่าจ้าวเฟิงได้ คิดฆ่าหลิวฮ่วนคงมิต่างใดกับตัดหญ้าฆ่าไก่!”
“ในเมื่อมันร้อนใจนัก ข้าก็จะสงเคราะห์มันสักหน่อย”
ลูกตาต้วนหลิงเทียนฉายแววเย็นเยียบออกมา น้ำเสียงยังไร้อารมณ์นัก
ตอนออกจากสำนักจันทร์จรัสแสงเขาไม่กลัวหลิวฮ่วน
ตอนนั้นเขายังไม่ได้รับยอดสมบัติสวรรค์ อย่างกระบี่นิลสวรรค์ด้วยซ้ำ
วันนี้พลังฝีมือของเขาก้าวหน้าเหนือกว่าวันนั้นเสียอีก เขายิ่งไม่เห็นหลิวฮ่วนอยู่ในสายตา!
“คราวนี้ศิษย์พี่มิทำแผนเจ้าล่มแน่”
ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียน ป๋ายลี่หงก็กล่าวออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
“ทว่า…ศิษย์พี่อยากให้เจ้ารอสักพักก่อนที่จะลงมือ ตอนนี้นอกจากหลิวฮ่วนข้ากลัวว่ายังมีคนอื่นที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเจ้าทุกฝีก้าว”
ป๋ายลี่หงคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ กล่าวออกเสียงเข้ม
“ศิษย์พี่หมายถึงเฉียนคงงั้นเหรอ?”
ต้วนหลิงเทียนขมวดคิ้ว
“มิผิด”