กับบ่นกับถังเหล่าโถว “ท่านพ่อ เราเป็นข้ารับใช้ไม่ใช่ชาวไร่ ทำไมต้องมาทำไร่ทำสวนเช่นนี้ทุกวันด้วย”
“แล้วอย่างไรเล่า เจ้านายก็ทำงานกันหมด เราเองเป็นข้ารับใช้ก็ต้องทำให้ได้ จะอยู่ว่างหรืออย่างไร” หลังจากทำงานมาทั้งวัน ถังเหล่าโถวเองก็เหนื่อยล้า ไม่มีอารมณ์มาปลอบใจลูกชาย “ไม่ใช่หรืออย่างไร”
“แต่ว่า… เราทำสวนไม่เป็น”
“ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอก เจ้านายสั่งให้ทำสิ่งใดก็ทำไป อย่าพูดมาก ต่อให้ไม่เห็นแก่ตัวเองก็เห็นแก่ลูกบ้าง” เมื่อนึกถึงหลานชายคนรองอย่างถังชิงจู้ที่ได้เล่าเรียนเป็นครั้งแรกและไปสำนักศึกษากับนายน้อยรองทุกวัน รวมถึงหลานชายคนโตอย่างถังเสี่ยวโต้วที่ได้รับเลือกเป็นเพื่อนเล่นของนายน้อยสามและนายน้อยสี่ ถังเหล่าโถวก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่ตนเองทำงานหนักแล้ว
อย่าคิดว่าที่ผ่านมาเขาจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้กับสกุลจู ทว่าแท้จริงยังไม่ลืมจะเปิดตาเงี่ยหูสังเกตเรื่องราวต่าง ๆ ของสกุลจูอยู่ตลอด
กอปรกับข่าวที่ภรรยาของเขาได้ยินมา ถังเหล่าโถวรู้สึกว่าสกุลจูค่อนข้าง ‘มีอนาคต’
อย่ามองเพียงว่าตอนนี้พวกเขาไม่โดดเด่น แต่พวกเขานับว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ ในหมู่บ้านสกุลจู แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสยังต้องฟังพวกเขา อีกทั้งยังทำธุรกิจในเมือง ทั้งหมดต่างเป็นสัญญาณของ ‘ความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว’
แม้สกุลจูจะไม่อาจกลายเป็นสกุลเศรษฐีได้ ทว่าด้วยกิจการการเพาะปลูกและการรู้หนังสือ ภายในไม่กี่ป