ในศาลเจ้าแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นหากใครมาเห็นเข้า…
ข้างตัวเขาคือต้นกล้าที่สะบัดกิ่งก้านพร้อมส่องแสงเรืองรอง
เขาเหลือบมอง “คงไม่ได้เป็นฝีมือเจ้าสินะ คงเป็นแค่แสงแห่งบุญบารมี ใช่ว่าจะเป็นวิญญาณร้ายที่จะเติบโตขึ้นได้…”
ต้นกล้าไม่ตอบเขา
กลุ่มเมฆบนฟ้าจางหายไปในทันใด
หากไม่ใช่เพราะหลายคนเห็นกันถ้วนหน้า พวกเขาคงคิดว่าสายฟ้าก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
“แปลกจริง ๆ ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้หายไปอีกแล้ว” จูซื่อยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีงุนงง “เห็นเมฆตั้งเค้าเสียขนาดนั้น คิดว่าฝนจะตกหนักเสียอีก”
“ดูเหมือนว่าท้องฟ้ากลับมาเปิดโล่งแล้ว!” จูอู่เอียงคอมองด้วยความฉงนเช่นกัน
ไม่น่าเชื่อ เมื่อครู่เมฆตั้งเค้าเสียจนคิดว่าต้องเกิด ‘พายุใหญ่’ แน่ ที่แท้กลับเป็นเพียงฟ้าคะนองแต่ไร้ฝนอย่างนั้นหรือ
เย่อวี๋หรานเงียบไปนานแล้วเอ่ยขึ้น “หรือว่าจะเป็นลางบอกเหตุกัน?”
“ลางบอกเหตุอะไรหรือ?” จูซื่อหันไปถาม
“ลางบอกว่าอีกไม่กี่วันจะฝนตกไงเล่า”
“อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้…” จูซื่อไม่มั่นใจนักว่าฝนจะตกหรือไม่ แต่สายฟ้าจะเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าในอีกไม่กี่วันถัดไปจริงหรือ?
แม้สายฟ้าและกลุ่มเมฆจะหายไปแล้ว ชาวบ้านที่กลับไปแล้วก็ยังไม่ออกมาอีก
พวกเขาไม่มั่นใจว่าฝนจะตกหรือไม่
หากออกมาแล้วฝนตกจะไม่เสียเที่ยวหรอกหรือ?
ด้วยเหตุนี้จึงอยู่รอจนฟ้ามืด กระนั้นก็ฝนก็ยังไม่เทลงมา
ระหว่างกินมื้อเย็น จูซื่อยังคงบอก “ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งแล้วว่าสวรรค์ยิ่งใหญ่นัก