แม้นางจะปรับตัวได้บ้างแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าจูต้าเหนียงที่วิ่งและเดินได้สมกับเป็น ‘จูต้าเหนียง’ มากกว่า!
ที่ผ่านมาเขาลังเลว่าควรช่วยจูต้าเหนียงรักษากระดูกที่หักหรือไม่
เขาไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ตามกฎของเทพเซียน
ทว่าให้ทนมองต่อไปเช่นนี้ก็ทำเอา ‘ทำใจไม่ไหว’
“เฮ้อ… ยากเย็นเหลือเกิน!”
กานอี้เซียนเกาหัวอย่างไม่สบอารมณ์
“มีคนมากมายในหมู่บ้านสกุลจู เหตุใดต้องเป็นจูต้าเหนียงที่หกล้มขาหักกัน?”
“เป็นคนอื่นไม่ได้หรือ?”
“หากจูต้าเหนียงขาหักและไม่อาจเดินเหินได้ ใครจะช่วยข้าเพาะปลูกในอนาคต”
……
“ใช่แล้ว ที่ข้าหงุดหงิดก็เพราะเรื่องนี้!” กานอี้เซียนพูดพร่ำราวกับยืนกรานกับตนเอง “หากไม่มีใครช่วยข้าเพาะปลูกแล้วข้าจะสั่งสมบารมีได้อย่างไร ภายภาคหน้าข้าจะได้เลื่อนขั้นได้อย่างไร ข้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างไร”
หากเย่อวี๋หรานอยู่ที่นี่ นางคงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ แล้วเอ่ยว่า ‘เจ้าหมายความว่าอย่างไร หากข้าไม่ช่วยเจ้าเพาะปลูก เจ้าจะสั่งสมบารมีไม่ได้และไม่อาจเลื่อนขั้นได้อย่างนั้นหรือ หากเจ้าต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นเห็นก็ควรลงมือทำด้วยตนเอง หวังแต่จะพึ่งพามนุษย์ได้อย่างไร’
ไม่นานเย่อวี๋หรานก็ได้พบกานอี้เซียนในสวนหลังบ้าน สีหน้าของเขาฉายแววละล้าละลังคล้ายคิดบางอย่างไม่ตก
เย่อวี๋หรานแปลกใจ “เจ้านี่เอง ไม่ได้เจอมานาน เกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ช่วงนี้เจ้ายุ่งหรอกหรือ?”
เขาตอบเสียงแง่งอนโดยพยายามไ