ม่มองขาของนางและเก้าอี้รถเข็น “เปล่า ข้าเพียงหงุดหงิดจึงไม่ต้องการออกมาเท่านั้น…”
“อะไรกัน เจอเรื่องลำบากอีกแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานเผยยิ้มเป็นมิตรพลางโบกมือให้เขา “ไหนบอกข้ามา แผนของคนผู้เดียวสั้น แผนของคนสองคนยาว บางทีข้าอาจพอให้คำแนะนำกับเจ้าได้บ้าง”
“บอกท่านไปก็เสียเปล่า” เขาไม่ยอมเข้าใกล้หรือพูดไปมากกว่านี้
“เจ้ายังไม่ทันได้เล่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเปล่าประโยชน์” เป็นครั้งแรกที่เย่อวี๋หรานเห็นเขาปฏิเสธ จึงน่าแปลกใจไม่น้อย “เจ้ามาหาข้าหลายครั้ง มีคราวไหนไม่ได้เก็บเกี่ยวบางอย่างไปบ้าง ทั้งปลาตากแห้ง มันเทศตากแห้ง และขนมต่าง ๆ มีครั้งไหนที่เจ้าพลาดบ้าง”
“จูต้าเหนียง” กานอี้เซียนเอ่ยอย่างจนใจ
เขาจะบอกได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้เพียงมารับพวกมันจากสกุลจูด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นสิ่งที่สกุลจูควรถวายให้ที่ศาลเจ้า เขาเองก็สบายน้อยลงไม่ใช่หรือ
ยังไม่กล่าวถึงเรื่องที่สกุลจูสามารถเพาะปลูกได้ก็เพราะสิ่งที่สกุลจูถวายนั้นดึงดูดใจเขาและทำให้อิ่มทิพย์ได้มาก
“แล้วรออะไรอยู่เล่า? พูดออกมาเถิด” เย่อวี๋หรานเอ่ยเร่ง
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางชมชอบพ่อหนุ่มผู้นี้กัน หากนางอายุน้อยกว่านี้สักหน่อย…
น่าเสียดาย ใครใช้ให้นาง ‘ผ่านกาลเวลา’ มานานและยังมีครอบครัวแล้ว ต้องการจะสานต่อเพียงใดก็คงไร้โอกาส
พูดไปแล้วก็ไม่ลืมมองหน้าเขา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเขางดงาม ทั้งสง่างามและหล่อเหลา ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
หากได้เห็นเขากินอาหา