ร นางคงกินได้อีกครึ่งชาม
กานอี้เซียนอึกอักอยู่นานก่อนเอ่ยว่า “อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของข้า เป็นเรื่องของเพื่อนข้า ใช่แล้ว เป็นเรื่องของเพื่อนข้า”
เย่อวี๋หรานพยักหน้ารับ “อืม เพื่อนของเจ้านี่เอง”
สุดท้ายเมื่อเห็นท่าทีเก้อเขินของเขาเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ
“เขามีเรื่องลำบากใจอยู่ เป็นปัญหาใหญ่มาก เขามี ‘เพื่อน’ ที่ดีมากคนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเขา แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นกับเพื่อนคนนี้ ‘เพื่อน’ ของข้าสามารถช่วยได้ ตอนนี้จึงลังเลใจว่าควรช่วยดีหรือไม่”
“ในเมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วเหตุใดจึงไม่ช่วยเล่า ติดขัดตรงไหนหรืออย่างไร” เย่อวี๋หรานไม่โง่ ในเมื่อเขาบอกว่าเป็น ‘เพื่อน’ ย่อมต้องช่วย หากลำบากใจหมายความว่า ‘ความช่วยเหลือ’ นี้ไม่ควรทำ
“ตาม ‘กฎ’ แล้ว ‘เพื่อน’ ของข้าคนนี้ไม่อาจช่วยได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกลงโทษ” เขาเอ่ยด้วยท่าทีขึงขังพลางสบตานาง
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องช่วย” เย่อวี๋หรานบอกเสียงดังฟังชัด
“ไม่ช่วยหรือ แบบนั้นจะดีหรือ?”
“ใช่ว่าทุกสิ่งจะอยู่ในการควบคุมของเราได้ ในเมื่อมันเป็นการ ‘ฝ่าฝืน’ กฎและทำให้ถูก ‘ลงโทษ’ ก็ไม่ต้องช่วย” เย่อวี๋หรานจ้องกลับแล้วกล่าวด้วยความจริงจัง “ในฐานะ ‘เพื่อน’ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือคนนั้นคงไม่ต้องการให้ช่วย เพราะการช่วยเหลือจะทำให้อีกฝ่ายลำบากและถูก ‘ลงโทษ’”
เย่อวี๋หรานครุ่นคิด นอกจาก ‘เรื่องที่คาดเดา’ เอาไว้ ช่วงนี้สกุลจูไม่มีปัญหาอ