“เพราะข้าหมั่นลงบัญชีบ่อย ๆ อย่างไรเล่า ยิ่งฝึกฝนบ่อยยิ่งต้องจำได้” หลี่ซื่อเป็นคนสุขุมและมีหัวคิด นางเอ่ยว่า “เจ้าไม่สังเกตหรือว่าข้ามักเขียนคำที่เกี่ยวข้องกับอาหารได้”
หลินซื่อหัวเราะ “ฮ่า ๆ… จริงของท่าน ท่านต้องทำบันทึกรายรับรายจ่ายให้ท่านแม่ดู หากไม่เขียนให้ดีคงถูกต่อว่า มิน่าเล่าถึงได้เขียนหนังสือได้เก่งนัก อยู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าหากได้ทำเช่นนั้นบ้างก็คงจดจำคำได้มากขึ้น”
“ไม่จริงหรอก” หลี่ซื่อหัวเราะ “ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ยังสำคัญที่สุดในครอบครัวเราอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่านางจะสั่งอะไรทุกคนก็ต้องทำตาม ไม่มีใครไม่กลัวนาง ฮ่า ๆๆ…”
“แต่ว่ามีท่านแม่อยู่ด้วยนับว่าดีเหลือเกิน” หลินซื่อเอ่ย “เมื่อก่อนท่านแม่อยู่ด้วยข้าก็เพียงรู้สึกว่านางอารมณ์ร้ายเกินไป จึงหวังให้นางพ้นออกไปได้เสียที แต่เมื่อนางไม่อยู่จริง ๆ กลับรู้ซึ้งว่านางไม่อยู่แล้วใจข้าอยู่ไม่สุขแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่มีที่พักพิง”
“ใช่แล้ว ช่วงที่ท่านแม่ไม่อยู่หากข้าทำสิ่งใดผิดไปก็ไม่มีใครรู้ ข้าจึงยิ่งทำผิดพลาด ตอนนี้นางกลับมาแล้วทำให้โล่งใจนัก จึงกล้าทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น หากทำผิดพลาดยังมีนางคอยชี้แนะ ท่านแม่เป็นดั่งเข็มเทพใต้ทะเลของครอบครัวจริง ๆ”
……
เห็นได้ชัดว่าการเขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’ สุดท้ายแทบกลับกลายเป็นการกล่าวยกยอเย่อวี๋หรานเสียมากกว่า
หลินซื่อเม่ยลอบขำขณะเขียนคำที่พวกเขาเขียนไม่เป็น
หากพูดกันตามตรงนางก็รู้สึกเช่นเดียวกัน