“ข้าก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกัน…แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางมั่นใจของศิษย์พี่ตต้วนหลิงเทียนก็อดทำให้ข้าแปลกใจไม่ได้ เพราะคล้ายเขามั่นใจยิ่ง”
“นี่ๆ เป็นไปได้หรือไม่…ว่าอาวุโสตงฟางรับต้วนหลิงเทียนเป็นศิษย์แล้ว!?”
“นั่นสินะ! เป็นไปได้! ถึงแม้อาวุโสตงฟางจะเป็นดั่งมังกรเทพยาดาเห็นหัวไม่เห็นหาง แต่ในฐานะอาวุโสหลักฝ่ายนอกท่านก็สมควรรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝ่ายนอกเมื่อไม่นานมานี้อยู่บ้าง…ว่าไปแล้วพรสวรรค์ของศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน ก็น่าจะมากพอให้ท่านผุ้อาวุโสตงฟางสนใจ!”
“ข้ากลับมิคิดเช่นนั้น”
“ทำไมเล่า?”
“พวกเจ้าไม่ลองคิดดูให้ดีเล่า…หากศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียนเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสตงฟางจริง ท่านผู้อาวุโสตงฟางจะปล่อยให้เขารับคำท้าประลองเป็นตายกับศิษย์พี่เฝิงฟ่านหรือไร?”
“มีเหตุผล”
……
ในระหว่าถกคำสนทนาเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกก็ค่อยๆทยอยกันเดินจากไป ไม่มีใครวางเดิมพันกับเติ้งเหว่ยต่อสักคน
“คิดมากไปไย…เดี๋ยวพรุ่งนี้เรื่องราวก็กระจ่างเอง”
“นั่นสิ พรุ่งนี้ก็จักได้รู้กันแล้ว”
“หากศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียนสามารถพาท่านผู้อาวุโสตงฟางมาเป็นสักขีพยานในการเดิมพันได้จริง…ข้าจักไม่ลังเลอันใด! ควักกระเป๋าทุ่มแทงข้างศิษย์พี่เฝิงฟ่านให้หมดตัวไปเลยเอ้า!!”
……
ขณะที่เดินกลับ ศิษย์ฝ่ายนอกก็ยังคงสนทนากันไม่เลิก