นางสกุลจูไม่ได้มีการตอบสนองเช่นนี้
แต่เมื่อ ‘ฮูหยินเฒ่าจู’ ผู้นี้กลับมา ท่าทีของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้นางไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเรื่องนี้นับวันจะยิ่งเข้าทางนางหรือไม่เข้าทางกันแน่?
สถานการณ์ไม่ชัดเจน นางก็เตรียมพร้อมจับตาดูอีกครา
หลี่ซื่อมีท่าทีเคร่งขรึม “ท่านแม่ พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ พวกเราเพียงอยากบอกว่ายามนั้นพวกเราเก็บแม่นางเปี้ยนไว้เพราะเหตุนี้…ไม่เช่นนั้น หากมีหญิงแปลกหน้าวิ่งเข้ามาที่บ้านพวกเรา พวกเราย่อมไม่ให้มาอยู่ด้วยตามใจ พวกเราไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ…”
“เหอะ! ไม่ได้ ‘โง่’ ถึงเพียงนั้นแต่ก็ยัง ‘กวักมือเรียกคน’ เข้าบ้าน” เย่อวี๋หรานกล่าวถากถางหนึ่งประโยค
หลิวซื่อคาดไม่ถึงกับเรื่องนี้ว่าแม่สามีจะตำหนิ นางจึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ ท่านว่ามาเถอะเจ้าค่ะว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไร ลูกชายท่านพาคนท้องโตเข้ามา หรือพวกเราจะทำเป็นไม่รู้จักคนแล้วขับไล่ออกไปได้หรือเจ้าคะ? ข้าหวังว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้เพื่อที่ยามบ้านเดิมของข้ามา ข้าจะสามารถอธิบายให้คนฟังได้ว่าอนุคนนี้มาได้อย่างไร ทั้งยังเป็นข้าที่เสียหน้าอีก…”
เด็กก็เกิดมาแล้ว นางเองก็ยังอยู่ในช่วงเก็บตัวหลังคลอด แต่กลับมี ‘อนุ’ ผู้หนึ่งเข้ามาเช่นนี้ เกรงว่านางคงไม่กล้าแจ้งให้ที่บ้านเดิมรู้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานเลี้ยงของเด็กแรกเกิดเลย
ตอนนี้ความหวังเพียงหนึ่งเดียวถูกฝากไว้กับเย่อวี๋หราน