ยหนัก”
ครั้นชายวัยกลางคนได้ฟังดังนั้น สีหน้าของเขาพลันหม่นหมอง “นี่คือบุตรีข้า ร่างกายนางไม่แข็งแรง เมื่อติดตามพวกข้าอยู่ที่นี่ อาการของนางก็ยิ่งทรุดหนัก”
“ข้าพอรู้วิชาแพทย์ หากไม่รังเกียจล่ะก็ ข้าช่วยตรวจดูให้นางได้” เฟิ่งจิ่วกล่าว สายตายังคงหยุดอยู่ที่เด็กสาวนางนั้น เด็กสาวนับว่ามีวาสนากับนางอยู่บ้าง ตอนนี้ฤทธิ์ของโอสถร่างสัตว์หมดลงแล้ว ช่วยนางฝังเข็มตรวจอาการจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ทันทีที่ได้ยิน พวกชายวัยกลางคนกลับตะลึงงัน ไม่ได้รู้สึกดีใจ ทว่ากลับรู้สึกลังเลและคล้ายอยากสอบถาม การที่จู่ๆ มีคนคนหนึ่งโผล่ออกมาและบอกว่ารู้วิชาแพทย์ ทั้งยังต้องการรักษาโรคให้บุตรีเขา ไม่ว่าฟังดูอย่างไรก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไรกระมัง
แม้รู้ว่าบุตรีของตนร่างกายไม่แข็งแรง โดยเฉพาะอาการในตอนนี้ที่ค่อนข้างสาหัส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คนที่จู่ๆ ก็โผล่มาแล้วบอกว่าตนรู้วิชาแพทย์มารักษาอาการให้บุตรีของเขาอย่างวางใจได้ อย่างไรเสียก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีกหรือไม่
ในฐานะที่นางรู้วิชาแพทย์ทั้งยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ เฟิ่งจิ่วจึงคาดเดาความรู้สึกไปจนถึงความคิดในใจของพวกเขาได้ แต่ในเมื่ออยากลงมือช่วยเหลือแ