วระริกเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เฟิ่งจิ่วเองก็กำลังดูอยู่เช่นกัน เห็นการกระทำของอาวุโสเหมย เห็นท่าทางของเขา รวมถึงสีหน้าที่แสดงออกมา นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าแก้ม ก่อนแสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่ใช ช่ว่ามีบุญหรอกหรือ หากตอนนั้นไม่ได้เจอข้าที่เก็บมาเลี้ยงเป็นลูกชาย เกรงว่าคงกลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายไปแล้ว”
มือของอาวุโสเหมยที่อุ้มเด็กน้อยอยู่พลันเกร็งขึ้นมา เขามองเด็กน้อยที่หัวเราะอยู่ในอ้อมแขน ในดวงตาปรากฏแววเจ็บปวดและเอ็นดู “นั่นสิ! เด็กคนนี้ชะตายังไม่ถึงฆาต ไม่อย่างนั้น คงไม่ได้เจอพวกเจ้า”
“เอิ๊กๆๆ…ย๊าๆ…” เด็กน้อยราวกับรู้ว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้น ปากก็พูดไม่เป็นภาษา
“อาวุโสเหมย ข้าน่าจะต้องออกจากจวนไปสักระยะหนึ่ง คงไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้ ตอนนี้โม่เจ๋อกักตัวฝึกตนอยู่ คนในจวนเองก็ออกไปทำภารกิจ เหลือก็แต่เหลิ่งหวากับเหลิ่งซวง ระหว่า างที่ข้าไม่อยู่ รบกวนท่านดูแลให้มากหน่อย โดยเฉพาะห้าวเอ๋อร์”
อาวุโสเหมยได้ยินอย่างนี้ก็หันไปมองนาง “คุณหนูจะออกเดินทาง?”
“อืม พี่สาวร่วมสาบานของข้าหายตัวไป ข้าต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” นางเอ่ยอย่างแช่มช้า มองเขาแล้วถามว่า “ข