ปด้วยหรือ” เขาหันไปมองพวกหลัวอวี่อย่างสงสัย
เฟิ่งจิ่วเม้มปากยิ้มๆ “พวกเขาขึ้นไปไม่ได้ แต่ข้ามีวิธีพาพวกเขาไปด้วย” เห็นท่าทางเขาเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุดเอาไว้ เฟิ่งจิ่วรู้ทันทีว่าเขาต้องการจะพูดอะไร จึงลูบหัวเขาแล้วบอกว่า “เจ้ายังเด็ก ตั้งใจฝึกวรยุทธ์อยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาส”
“แต่ว่าห้าวเอ๋อร์เด็กกว่าข้าอีก” เขาพึมพำเบาๆ
“ห้าวเอ๋อร์ไม่เหมือนกันนะ! เพราะเขาเด็กเกินไป ข้าจึงต้องพาเขาไปอยู่ข้างกายข้าด้วย” นางยิ้ม “เอาล่ะ เจ้าดูสิ หยางหยางนั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์ด้วยตนเองอยู่ทางนั้น เจ้าเองก็จะแอบอู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นต่อไปวรยุทธ์ของเจ้าจะอ่อนแอกว่าหยางหยาง ต้องคอยให้เขาปกป้องตลอด เป็นเรื่องที่น่าอายนะ”
“ข้าไม่อ่อนแอกว่าหยางหยางหรอก ข้าจะเก่งกว่าหยางหยาง” เขารีบแย้ง ก่อนจะวิ่งกลับไปนั่งข้างๆ หยางหยาง จากนั้นก็นั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์กับเขาด้วย
เรือบินแหวกว่ายผ่านชั้นเมฆ ลอยผ่านสถานที่มากมาย ด้านในเรือบิน เฟิ่งจิ่วทั้งพักผ่อน ฝึกวรยุทธ์ และกินเสบียงที่กักตุนไว้
กระทั่งพวกเขามาถึงราชวงศ์เซวียนหยวน เรือบินลงจอดลงหน้าประตูวัง
ทหารเฝ้าประตูวังพอเห็นเงาร่างหนึ่งดำหนึ่งขาว ต่างก็ตะลึงงันไป พวกเขาถึง