ุผลอยู่แล้วสิ แต่คนรุ่นหลังอย่างพวกเราความรู้น้อยด้อยประสบการณ์จึงไม่เข้าใจก็เท่านั้น” อวี๋จิ้งฉีพูดจบแล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้ รีบหันมาขออภัยกับเย่อวี๋หราน “ขออภัยขอรับ จูต้าเหนียง ข้าไม่ได้ตำหนิท่าน พวกข้าหมายถึงคนหนุ่มอย่างพวกตัวเอง…”
เหมือนกับตบหน้าตนเองอยู่ ยิ่งพูดก็ยิ่งผิด
เยี่ยนเหออันอ่อนใจ ทราบว่าเย่อวี๋หรานไม่ถือสา แต่ก็ช่วยพูดกู้สถานการณ์ให้ “เจ้าก็พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ ของกินยังปิดปากเจ้าไม่ได้อีกหรือ? เจ้าเคยกินเนื้อแดดเดียวมาก่อนก็จริง แต่ยังไม่เคยกินของสกุลจู นั่นไม่เหมือนกับที่เจ้ากินในยามปกติหรอกนะ ลองชิมดูสิ…”
แล้วยัดชิ้นหนึ่งใส่มือของอวี๋จิ้งฉี บอกว่าเขาต้องลองชิมสักครั้ง
ตอนแรกอวี๋จิ้งฉียังรังเกียจอยู่บ้าง ไม่อยากกิน แต่เยี่ยนเหออันยัดใส่มือเขาแล้ว เมื่อครู่ยังเพิ่งจะ ‘ล่วงเกิน’ จูต้าเหนียงไป จึงได้แต่ส่งเข้าปากอย่างกล้ำกลืนฝืนใจ
แต่พอได้กินแล้ว เขาก็ต้องอึ้งไป
ช้าก่อน รสชาตินี้มัน…
ดูเหมือนจะไม่เลวเลย?!
ไม่ได้แค่ไม่เลวเท่านั้น เทียบกับอันที่เขาเคยกินมาแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หวาน ๆ เค็ม ๆ ทั้งยังมีกลิ่นจำเพาะ
อวี๋จิ้งฉีกินไปหลายชิ้นโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยนเหออันเห็นอย่างนั้นก็อยากหัวเราะ
‘ครู่ก่อนยังไม่อยากกินอยู่เลย ตอนนี้คงรู้แล้วสินะว่าอาหารบ้านจูต้าเหนียงอร่อยแค่ไหน?’
รอจนได้กินมันเทศตากแห้ง อวี๋จิ้งฉียิ่งอัศจรรย์ใจกว่าเดิม
‘รสหวาน แต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังหอมมาก’
เข