นทาน พอคนออกแรงลากก็จะสิ้นเปลืองแรง”
จูซานว่าแล้วก็ให้คนทดลองลากแบบที่มีม่านกันฝนกับแบบที่ไม่มีม่านกันฝน
อู๋เจียงยังทดลองด้วยตัวเองมาแล้ว พบว่าถ้าไม่มีม่านกันฝน เวลาลากจะเบาแรงกว่า
“ไม่เพียงเท่านี้ พวกเรายังต้องออมแรงเอาไว้” จูซานกล่าวต่อไป “ถ้าผู้โดยสารน้ำหนักมาก คนที่ลากรถกลับไม่มีแรง แบบนั้นก็คงลากไม่ไป”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เสียลูกค้าไปหลายคนเลยน่ะสิ?” อู๋เจียงขมวดคิ้ว รู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่ดี
“ช่วยไม่ได้ จะทำลายหม้อข้าวของตัวเองก็คงไม่ได้กระมัง? พวกเราทำให้ทุกคนรู้เสียก่อนว่าจะออกเดินทางต้องมาหาพรรคซานไห่ วันหน้าคิดอยากจะทำกิจการอย่างอื่นก็จะสะดวกมากขึ้น…” จูซานทราบว่าหากจะทำเพียงธุรกิจรถลาก วันหนึ่ง ๆ คงทำเงินได้แค่ไม่กี่เหรียญ แต่เขาไม่ได้คิดจะพึ่งพาเจ้านี่หาเงินอยู่แล้ว
รถลากเป็นเพียงก้าวแรกในการผันตัวไปทำการค้าของพรรคซานไห่
เขาเลือกเจ้าสิ่งนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเย่อวี๋หราน
ตอนนั้น หลังลองเข็นรถเข็นออกมาข้างนอก เย่อวี๋หรานก็พบว่าไม่ค่อยสะดวกนัก จึงดัดแปลงเป็น ‘รถเหลือง’
ไม่จำเป็นต้องให้คนเข็น แต่ให้คนลากไปข้างหน้า เท่านี้ก็ประหยัดแรงได้มากแล้ว
จูซานเห็นของสิ่งนี้ก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาในใจ “ท่านแม่ ท่านคิดว่าถ้าพรรคซานไห่ทำอันนี้จะเป็นอย่างไรขอรับ?”
“หา?!” เย่อวี๋หรานอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าจูซานจะบังเกิดความคิดทำกิจการรถลาก
แต่ครั้นคิดถึงว่าในชาติก่อน รถลากก็เคยเป็นท