? แม้ดูผิวเผินแล้วไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเรา แต่คดีของตระกูลเฉินที่เป็นต้นไฟของเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเรา ข้าไม่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ค่ายพรรคเหล่านั้นจะอยากพบพวกเราหรอกนะขอรับ”
“ถ้าเจ้าคิดว่าพวกเขาไม่อยากพบพวกเรา แล้วจะเต็มใจดูพวกเราเข้าไปยุ่งกับพรรคซานไห่อย่างนั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานโยนคำถามที่สองมาให้
“ดังนั้น ข้าถึงได้บอกว่านี่คือโอกาสที่มีความเสี่ยงสูงอย่างไรเล่าขอรับ” จูซานจ้องเย่อวี๋หราน แววตาสะท้อนความทะเยอะทะยานบางอย่าง “ถึงจะมีความเสี่ยง แต่ข้าคิดว่าความเสี่ยงนี้คุ้มค่าสำหรับพวกเรา ถ้าพวกเรารับช่วงต่อพรรคซานไห่ ต่อไปไม่ว่าเจ้าเจ็ดหรือคนอื่นในครอบครัวมาที่เมืองผู่โซ่วก็จะไม่ต้องพบเรื่องแบบตระกูลเฉินคราวนี้อีก”
เรื่องของตระกูลเฉินทิ้งเงามืดเอาไว้ในใจจูซานไม่มากก็น้อย
ครั้งนี้ทำให้มารดาของเขากลายเป็นคนพิการ ไม่อาจเดินได้ ใครจะรู้ว่าคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไร?
เย่อวี๋หรานตกตะลึง จ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่
นางเข้าใจว่าความทะเยอทะยานของเขาเป็นความต้องการสร้างกิจการสร้างเนื้อสร้างตัว ผู้ชายคนไหนก็ต้องการประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่สิ่งแรกที่เขาคิดถึงกลับเป็น ‘คนในครอบครัว’
นางควรพูดว่าการสั่งสอนในยามปกติของตนเองได้ผลเกินคาดดีไหม?
“ดี ข้าสนับสนุนเจ้า”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่”
……
ถึงอย่างไรพรรคซานไห่ก็เป็นเรื่องระหว่างค่ายพรรค คนสกุลจูต้องการสอดมือเข้าไปหาได้ง่ายดายปานนั้น
โดยเฉพาะยามนี้ที