วนา ทั้งยังมีซิ่วไฉคนหนึ่งก็ประหลาดใจสุดแสน “ซิ่วไฉ?!”
“ใช่แล้ว เจ้าเจ็ดบ้านพวกข้าเป็นซิ่วไฉ” หลินซื่อลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าจะบอกให้นะ เขาฉลาดมากเชียวล่ะ เพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่ทันไรก็สอบเป็นซิ่วไฉได้แล้ว ทั้งยังได้จดหมายแนะนำจากใต้เท้านายอำเภอให้ไปเรียนที่โจวเสวีย ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ พอเจ้ามา แม่สามีข้าก็ไม่อยู่เสียอย่างนั้น? นั่นก็เพราะแม่สามีไปส่งเขาไปเรียนหนังสือน่ะสิ…”
เปี้ยนชิวอิ่งลอบอุทานว่าแย่แล้วในใจ
พวกปัญญาชนความคิดคดเคี้ยววกวน คงดูไม่ออกกระมัง?
นางรีบถามทันทีว่า “โจวเสวีย? ไกลไหม?”
แม้นางจะเคยอยู่ในเรือนตระกูลใหญ่มาก่อน แต่นั่นเป็นตระกูลพ่อค้า ไม่มีปัญญาชน นางจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับปัญญาชนมากนัก
เพียงรู้ว่าแม้แต่นายท่านผู้เฒ่ายามพบกับปัญญาชนที่มีตำแหน่งติดตัวยังต้องเกรงใจสามส่วน
‘อิ่งเอ๋อร์ นายท่านของเจ้าได้กอดขาใหญ่แล้ว รู้ไหม? ฮ่า ๆๆ…’ นายท่านผู้เฒ่ากอดเอวบางของนางแล้วโอ้อวดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
จนถึงตอนนี้ นางยังจำท่าทางหัวเราะอย่างเบิกบานใจของนายท่านผู้เฒ่าได้อยู่เลย
ทว่ายิ่งเป็นคนที่นายท่านผู้เฒ่าให้ความสำคัญ สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของนางแล้วกลับยิ่งเป็นภัยคุกคาม
“ไกลมากเชียวล่ะ ต้องเดินทางหลายวัน ไม่อย่างนั้นแม่สามีก็คงไม่ไปส่งเขาแล้ว” หลินซื่อกล่าว “ไปครานี้กว่าจะกลับมาก็คงช่วงข้ามปีโน่นแหละ ทางโจวเสวียก็น่าจะ