งมองแต่เรื่องในอดีต ชีวิตข้างหน้ายังอีกยาวไกล ถ้ามัวแต่มองอดีต ชีวิตที่เหลือจะทำอย่างไร?”
“ข้ารู้ ข้าแค่…” เปี้ยนชิวอิ่งท่าทางอมทุกข์
ซวยแล้ว! ทำไมบิดานางไม่บอกให้ชัด ๆ ว่าสกุลจูยากจนถึงเพียงนี้?
นางจะกินของพวกนี้ได้อย่างไร?
หลินซื่อเห็นท่าทางเศร้าซึมของเปี้ยนชิวอิ่งก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้ “เจ้าน่ะไม่เคยต้องทนหิวมาก่อน รอจนหิวแล้วก็จะอยากกินเอง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะช่วยเก็บอาหารส่วนของเจ้าเอาไว้ให้บนเตา อุ่นเอาไว้ก่อน เจ้าหิวเมื่อไหร่ค่อยมากิน”
“ขอบคุณ ข้าไม่รู้เลยว่าควรขอบคุณอย่างไรดี…” มารดามันเถอะ ใครจะไปอยากกินของพวกนี้กัน? ถึงจะไม่มีโจ๊กรังนกใส่เห็ดหูหนูขาว แต่พวกเจ้าจะทำอาหารที่คนกินได้หน่อยก็ไม่ได้รึ?
ของเหลว ๆ เละ ๆ เต็มชามแบบนี้ ทำให้หมูกินหรือไร?
ท่าทางซาบซึ้งใจของเปี้ยนชิวอิ่งใช้ได้ผลกับหลินซื่ออย่างยิ่ง
จูซื่อลอบกระทุ้งแขนจูอู่อย่างอดไม่ไหว พยักพเยิดให้เขามองทางนี้
‘เมียเจ้าน่ะ เห็นไหม?’
จูอู่ไม่อยากพูดจาสักนิด
โง่งมถึงขั้นนี้ เขาไม่อยากมองด้วยซ้ำ
ปกติยังไม่เคยดีต่อเขาขนาดนี้ แต่กลับเอาใจใส่คนนอกที่น่าสงสัยคนหนึ่ง มันช่าง…
ชวนให้คนอัดอั้นยิ่ง
อาหารมื้อค่ำผ่านไป เปี้ยนชิวอิ่งก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ของครอบครัวสกุลจูแล้ว
เพราะได้หลินซื่อแอบเล่าให้นางฟังด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะแยกแยะไม่ชัดเจน จนไปล่วงเกินใครเข้า
เมื่อเปี้ยนชิวอิ่งได้ยินว่าสกุลจูถึงกับเป็นครอบครัวบัณฑิตชา