ื่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
นางต้องทำให้ผู้หญิงนอกแซ่คนนี้อยู่ที่นี่อย่างสบายใจไม่ใช่หรือ?
ถ้าพบว่าคนสกุลจูอยู่ร่วมกันยาก มาได้ไม่กี่วันก็หนีไป นั่นจะทำอย่างไรเล่า?
“จริงหรือ?” เปี้ยนชิวอิ่งเบิกตากว้าง ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่ร้อนใจอยากได้น้ำตาลก้อน “จูต้าเหนียงคุยด้วยง่ายปานนั้น? เมื่อครู่พี่จูเอ้อร์ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่…คนอื่นดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย”
“ใครไม่เห็นด้วย?” พอคิดถึงว่าตอนนั้นมีใครอยู่ที่เรือนบ้าง หลินซื่อก็คิดออกแล้ว นางยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าก็ทนหน่อย ปกติท่านแม่เป็นคนตัดสินใจเรื่องน้อยใหญ่ในบ้าน พอท่านแม่ไม่อยู่ ทุกคนก็รู้สึกว่างโหวงแปลก ๆ เหมือนขาดอะไรไป อารมณ์ไม่ดีก็เป็นเรื่องธรรมดา พอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้วก็จะพบเองว่าคนสกุลจูเป็นมิตรยิ่ง ทั้งยังชอบช่วยเหลือคนอื่น”
เปี้ยนชิวอิ่งเห็นแล้วก็รู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้ายิ้มจนดูแฝงเจตนาร้ายอย่างไรชอบกล
แต่ก่อนหน้านี้นางล่วงเกินผู้หญิงในบ้านนี้ไปสองคนแล้ว จำเป็นต้องหาแนวร่วม ไม่อย่างนั้นนางอาจใช้ชีวิตในเรือนสกุลจูได้ลำบาก
“อืม ข้าเชื่อเจ้า” เปี้ยนชิวอิ่งพูดขณะแสดงสีหน้าว่าเชื่อถือ
คนทั้งสองสนทนากันอย่างเบิกบานใจ หลี่ซื่อก็เข้ามาร่วมวงเช่นกัน “พวกเจ้าคุยอะไรกันอยู่ อารมณ์ดีปานนี้?”
“พี่สะใภ้สี่ ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก แม่นางผู้นี้คือแม่นางเปี้ยน เป็นคนดียิ่ง เวลายิ้มน่ามองมากเลยเจ้าค่ะ” หลินซื่อวางตัวเป็นคนกลางแนะนำทั้งสองฝ่ายทันที “แ