วอย่างแช่มช้า “แม่ข้ามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านละแวกนี้ แค่สุ่มถามใครสักคนก็ถามเรื่องครอบครัวพวกข้าได้แล้ว ผู้ใดจะรู้ว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามาจริงหรือไม่จริง?”
“พ่อข้าไม่มีทางโกหกข้า เขาพูดเรื่องจริง…” เปี้ยนชิวอิ่งพยายามอธิบายด้วยความร้อนใจ
จูอู่เลียนแบบท่าทางของมารดา ยกมือขึ้นมา “เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนพูด ฟังข้าพูดให้จบก่อน ต่อให้เรื่องที่เจ้าเล่ามาเป็นความจริง ก็เหมือนที่เจ้าพูด เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพ่อเจ้าไม่ได้โกหกเจ้า? ตอนนั้นเขาจะตายอยู่แล้ว ใครจะบอกได้ว่าเขาได้แต่งเรื่องมาโกหกเจ้าเพื่อหาทางรอดสายหนึ่งให้หรือเปล่า?”
เปี้ยนชิวอิ่งโมโห นางลุกขึ้นมากล่าวว่า “พ่อข้าไม่มีทางโกหกข้า เจ้าไม่เชื่อข้าก็แล้วไปเถอะ ทำไมต้องมาใส่ร้ายพ่อข้าด้วย พ่อข้าเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้น…”
“ผู้ใดจะไปรู้?” จูปาเม่ยกลอกตาแล้วเอ่ยว่า “พวกข้าไม่เคยเจอพ่อเจ้าเสียหน่อย”
“เจ้า…” สายตาของเปี้ยนชิวอิ่งกวาดผ่านพวกเขาไปทีละคน “พวกเจ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยก็แล้วไปเถอะ แต่กลับมาพูดถึงพ่อข้าแบบนี้ ทำกันเกินไปแล้ว!”
ครั้นกวาดสายตามาถึงจูเอ้อร์ แววตาก็พลันมีความอ่อนแอน่าสงสารเอ่อล้นออกมา
จูเอ้อร์นั้นไฉนเลยจะเคยเห็นคนงามมาร้องไห้ต่อหน้าตนเองเช่นนี้ จิตใจพลันอ่อนยวบ “เจ้าห้า ปาเม่ย พวกเจ้าสองคนเป็นอะไรกันแน่? คนเขาน่าสงสารมากแล้ว พวกเจ้ายังมาว่าเขาอีก นางจะทำใจได้อย่างไร?”
“พี่รอง…” จูปาเม่ยคิดไ