ุมปากของเซวียนหยวนโม่เจ๋อหยักยกเล็กน้อย เขาเองก็รู้สึกขบขันเช่นกัน
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ “ท่านอย่าว่าไป หนิงหลางก็เป็นคนเช่นนี้แหละ” เธอโอบแขนของเขา พูดว่า “พวกเราไปเดินเล่นในสำนักดาราจักรกันดีกว่า”
“เจ้าคิดจะรอพี่ชายของเจ้าอยู่ที่นี่หรือ” เซวียนหยวนโม่เจ๋อถาม
“พวกเขาเล่าให้ท่านฟังแล้วหรือ”
เธอยักคิ้ว เห็นเขาพยักหน้าเล็กน้อยก็ยิ้ม เอ่ยว่า “คำนวณเวลาแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาหนีออกจากเผ่ามารจนถึงตอนนี้ วันสองวันนี้ก็น่าจะมาถึงสำนักดาราจักรแล้วละ ข้าคิดว่าหากเขาได้ยินข่าวจะต้องมาที่นี่แน่ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็รอเขาอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ถึงตอนนั้นค่อยกลับไปพร้อมกัน”
“ตอนนี้รู้ว่าเฟิ่งเยี่ยยังมีชีวิตอยู่ เจ้าตั้งใจจะพาเขากลับไปพบท่านผู้เฒ่าเมื่อใด”
“หลังจากพบพี่ชายของข้า ค่อยไปขอบคุณอาจารย์ของเฟิ่งเยี่ยก่อน อย่างไรหากไม่ได้เขาช่วยทั้งสองไว้ ตอนนี้พวกเขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว บุญคุณใหญ่หลวงที่ช่วยชีวิตไว้ย่อมต้องไปขอบคุณต่อหน้า” เธอคล้องแขนเขา เดินทอดน่องไปตามทางเดินเล็กๆ ในสำนัก
เพราะเป็นยามเช้าตรู่ ยังมีคนไม่มากขนาดนั้น บรรยากาศบนทางเดินเล็กๆ ในสำนักก็ไม่เลว มีศิษย์บางคนที่ตื่นเช้ากำลั