หืม?” เห็นเหงื่อเต็มหน้าผากอวี๋จิ้งฉี เยี่ยนเหออันก็นึกสงสัยว่าเรื่องอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายร้อนใจเช่นนี้?
“แฮ่ก ๆๆ…” อวี๋จิ้งฉีหอบหายใจ กล่าวอย่างร้อนใจว่า “สหายเยี่ยน เจ้าถูกคนหลอกแล้ว ข้าจะบอกเจ้าให้ จูซิ่วไฉผู้นั้นเป็นจอมลวงโลก เจ้าแผนการยิ่ง…”
“ไยเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้?” เยี่ยนเหออันจำได้ว่าเขายังไม่ได้แนะนำจูซุ่นเต๋อให้อวี๋จิ้งฉีรู้จักนี่นา?
“เจ้ายังไม่รู้? เรื่องนี้ลือไปทั่วเมืองผู่โซ่วแล้ว” จากนั้นอวี๋จิ้งฉีก็เล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้เขาฟัง
เยี่ยนเหออันรู้สึกว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “นี่มันเรื่องอะไรกัน? คราวหน้าข้าจะแนะนำซุ่นเต๋อให้เจ้ารู้จัก เจ้าพบคนแล้วก็จะรู้เองว่าเขาเป็นคนแบบไหน อย่าไปฟังข่าวลือไร้แก่นสารพวกนั้น ข่าวลือพวกนั้นไม่ใช่เรื่องจริง”
แต่อวี๋จิ้งฉีกลับไม่เชื่อ เขาเอ่ยว่า “ภาษิตโบราณว่าไว้ ไร้ลมก็ไร้คลื่น แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไร้รอยแตก ถ้าไม่มีอะไรเลยจริง ๆ คนอื่นจะเอาไปลือได้อย่างไร? สหายเยี่ยน ข้าคิดว่าเจ้าควรฟังเอาไว้ มีข่าวลือเช่นนี้ออกมาได้ย่อมต้องมีสาเหตุ”
เยี่ยนเหออันส่ายหน้า
“เจ้าหยุดส่ายหน้าได้แล้ว ข้าพูดเรื่องจริงนะ ข้าไปสืบมาชัดเจนแล้ว พวกเขาพูดกันแบบนี้…” อวี๋จิ้งฉีพูดเสริมมาอีก
เยี่ยนเหออันยังคงไม่เชื่อ “พวกเขาพูดก็คือพวกเขาพูด พวกเขาไม่เคยพบซุ่นเต๋อเสียหน่อย ทั้งยังไม่รู้จักคุ้นเคยซุ่นเต๋อ ถึงได้เที่ยวพูดเหลวไหลเช่นนี้ เจ้าลองคิดดูสิ ผู้อาวุโสสวีกับอาจ