เงื่อนงำเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าคำพูดของเฉินหลิ่งน่าจะเป็นเรื่องจริงแล้ว
“ไม่ลงมือจริง ๆ?” เฉินเสี่ยวซานรู้สึกว่าน่าขัน “ก่อนหน้านี้อะไรก็ไม่กล้า ๆๆ พอข้าถามเจ้าว่า ‘ไม่กล้า’ อะไร เจ้าก็ไม่กล้าพูด มารดามันเถอะ เจ้าคงพูดเป็นแต่เรื่องโกหกสินะ? เจ้าคอยดูก็แล้วกันว่าพวกข้ากล้าหรือไม่กล้า!”
จากนั้นก็ถอดถุงเท้าเน่า ๆ ของตัวเองออกมาอุดปากจูซานกับจูชี
จูชีไม่ยินยอม คิดว่าเอาของที่เหม็นหึ่งแบบนี้มายัดใส่ปากของเขาได้อย่างไร?
เฉินเสี่ยวซานไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น สะบัดฝ่ามือตบเสียงดัง ‘เพียะ’
“ไม้อ่อนไม่ชอบ ชอบไม้แข็งนักใช่ไหม ทำตัวว่านอนสอนง่ายเสียดี ๆ!”
“ช่วย…” ร้องได้คำเดียว ปากของจูชีก็ถูกถุงเท้าเหม็นเน่าอุดเอาไว้ เขาเจ็บช้ำใจจนตาแดงก่ำเหมือนลูกกระต่าย
จูซานคิดจะยื้อเวลา คิดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวซานจะไม่ยอมพูดจากับเขาสักนิด พอเขาอ้าปากขึ้น ถุงเท้าก็ถูกยัดเข้ามาทันที
จูซาน “…”
ทำไมเจ้าไม่ถามเล่า ตอนนี้ข้าอยากตอบแล้วนะ
เฉินต้าซานคิดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวซานจะลงมือฉับไวปานนั้น พลันไม่ค่อยพอใจ “เจ้าอุดปากพวกเขาแบบนั้น ข้าจะถามเรื่องเงินได้อย่างไร?”
“ยังจะถามอะไรอีก พวกท่านแม่ไปค้นสัมภาระของพวกคนสกุลจูแล้วไม่ใช่รึ? ค้นหาดูเดี๋ยวก็ได้รู้แล้วนี่?” เฉินเสี่ยวซานลืมเรื่องเงินไปเสียสนิท พอพี่ชายพูดมาเช่นนั้นค่อยพบว่าไม่เข้าทีนัก
แต่เขาไม่อยากยอมรับจึงหาข้ออ้างส่ง ๆ ไป
เฉินต้าซานคิดแล้วก็เห็นด้วย ถ้าพวกคนสกุลจ