าอะไรนะ?” ปี้ซานคว้าไหล่ของชายฉกรรจ์ ถลึงตากว้าง “ว่าใครเป็นสุนัขรับใช้?”
“ข้าก็ว่าเจ้าหนูนี่อย่างไรเล่า ทำไม? หรือว่าเขาไม่ใช่สุนัขรับใช้?” ชายฉกรรจ์คนนั้นหันกลับมา ข้างในนี้เป็นสถานที่แบบปิด ไม่มีคนของวิหารราตรีจับตาดูอยู่ เขาจึงกล้าชี้หน้าด่าเฟิ่งจิ่วตรงๆ
เฟิ่งจิ่วมองนิ้วมือที่ชี้หน้าเธอ สายตาไหวระริก ลึกๆ ข้างในอยากจะหักนิ้วนั่นเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าท่ามกลางความมืด เธอเพียงเลียมุมปาก และพยายามข่มกลั้นอารมณ์วู่วาม เบนสายตาออกไปทางอื่นเงียบๆ เพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวข้างในนี้
“เจ้าพูดจาระวังปากหน่อย!” ปี้ซานถลึงตาจ้องชายฉกรรจ์ บางทีอาจเพราะรู้สึกว่าเฟิ่งจิ่วยังเด็ก หนำซ้ำยังเคยช่วยเขา ฉะนั้นไม่ว่าเรื่องใดที่เขาสามารถปกป้องได้เขาก็อยากทำ ย่อมไม่ปล่อยให้ใครมารังแกเขาได้
“ข้าพูดจาอย่างไร? พวกเจ้าว่าข้าพูดผิดหรือ? เจ้าหนูนี่เพื่อเอาใจคนพวกนั้นตั้งใจออกหน้าช่วยผู้อาวุโสกุ่ยนั่นไม่ใช่หรือ? การกระทำเสแสร้งเช่นนี้ หากไม่ใช่สุนัขรับใช้แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?” ชายฉกรรจ์พูดจาถากถางดูแคลน ดวงตาถลึงจ้องเฟิ่งจิ่ว คิดว่าอีกฝ่ายร้อนตัวไม่กล้าโต้เถียงเขา
เหลยเซียวขมวดคิ้ว ก่อนเตือนว่า “อย่าทะเลาะกันเลย พวกเราเข้ามาในนี้เพราะมีภารกิจต้องทำ ยังไม่รู้ว่าอันตรายใดรอเราอยู่ข้างหน้า คนกันเองกลับมาทะเลาะกันอยู่ข้างในนี้นับเป็นอะไรกัน?”
เหลยเซียวเหลือบมองชายฉกรรจ์แวบหนึ่ง เอ่ยเสริมว่า “อีกอย่าง ข้าคิดว่