ชายชราหันกลับมา มองเด็กหนุ่มที่นั่งบนบันไดกลางลานสวนแวบหนึ่ง ก็ขมวดคิ้วถาม “ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก?”
“หา? ไปไหนเล่า?” เฟิ่งจิ่วกระพริบตาถี่ๆ พลางถาม
“กลับบ้านเจ้าไป” ชายชราตอบ
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ ดวงตาหยีเล็กจนกลายเป็นเส้นตรง มองเขา “ท่านปู่ถาน ท่านบอกเองไม่ใช่หรือ? ข้าเป็นหลานชายของท่าน! ข้าเดินทางไกลครั้งนี้ก็เพราะหวังมาพึ่งพาท่าน”
ได้ยินอย่างนั้น ชายชราพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “นั่นผู้เฒ่าพูดไปเพื่อช่วยเจ้า” เหตุใดจึงมาเกาะหนึบเขาเข้าแล้วเล่า?
“ช่วยข้า? แต่ว่า ข้าไม่เห็นมีอันตรายอะไรเลยนี่!” เฟิ่งจิ่วยิ้มซื่อๆ
ชายชราฟังแล้วก็รู้สึกแน่นหน้าอก ไม่พูดอะไรอีก เพียงมองเฟิ่งจิ่วแวบเดียว ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องไป
เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น ตบเศษฝุ่นบนเสื้อผ้าออก พลางเดินตามหลังเขาไป “ท่านปู่ เรือนนี้มีห้องสองห้อง ห้องนี้ให้ข้าอยู่หรือ?”
เธอกลับไม่เกรงใจ เปิดประตูดูข้างใน ห้องหับเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งที่ควรมีก็มี เพียงแต่เหมือนไม่มีคนอยู่มานาน บนโต๊ะจึงมีคราบฝุ่นปกคลุมหนึ่งชั้น
ยามพลบค่ำ ในลานสวนเล็ก บนโต๊ะหิน ชายชรามองอาหารจานเล็กๆ สองสามอย่างบนโต๊ะตรงหน้าอย่างอึ้งงัน ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ เพียงมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ปั้นหน้าตึงหยิบตะเกียบขึนมาคีบอาหารกิน
“ท่านปู่ถาม กินเยอะๆ หน่อย” เฟิ่งจิ่วคีบอาหารให้เขาพลางนึกสงสัยในใจ ผู้อาวุโสถานผู้นี้เองก็เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินแล้ว พลั