วไป แต่ในใจเอาแต่คิดถึงเรื่องเงิน รอจนถึงกลางดึกที่สามีหลับไปแล้วค่อยลุกขึ้นมานับ
“อ้อ เจ้าหมายถึงครั้งนั้นเองรึ ครั้งนั้นเงินยังอยู่ วันนับก็ถูกแล้ว…” เฉินเสิ่นพูด
เย่อวี๋หรานถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นเล่า? หลังจากนั้นท่านได้นับอีกไหม?”
“ไม่แล้ว”
“หมายความว่า ครั้งสุดท้ายที่ท่านนับเงินก็คือตอนที่เสี่ยวเฉียวกลับมา?” เย่อวี๋หรานมีท่าทางครุ่นคิด “หมายความว่าเงินอาจหายไปหลังจากที่เสี่ยวเฉียวมาตอนนั้นสินะ…”
เฉินเสิ่นพลันเคร่งเครียดขึ้นมา โพล่งขึ้นว่า “เงินหายหลังจากเสี่ยวเฉียวมาอะไรกัน เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับนาง? นางไม่มีทางมาขโมยเงินจากบ้านแม่ตัวเองอยู่แล้ว?”
“ท่านจะตื่นตูมขนาดนั้นทำไม? ข้าไม่ได้บอกว่านางขโมยเสียหน่อย” เย่อวี๋หรานจ้องมองอย่างสงสัย
คนอื่น ๆ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน ต่างหันมองมาทางนี้
“พวกเจ้ามองข้าทำไม? ข้าก็บอกไปแล้วนี่ว่าเสี่ยวเฉียวไม่ได้ขโมย เสี่ยวเฉียวเป็นเด็กดีปานนั้น นางจะกล้าขโมยเงินได้อย่างไร?”
“อีกอย่าง นางแต่งเข้าตระกูลซ่ง เป็นคุณนายน้อย คุณนายน้อยตระกูลใหญ่ยังจะขาดเงินอีกรึ?”
“พวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่? ไม่เชื่อใจคนกันเอง แต่ไปเชื่อใจคนนอกอย่างนั้นเรอะ!”
……
เฉินเสิ่นยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดมาก อารามร้อนใจจึงหันมาด่ากราดเย่อวี๋หราน เพราะนางคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้พูดจายุยง คนอื่นจะสงสัยมาถึงเสี่ยวเฉียวได้อย่างไร?
“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าลูกสาวท่านขโมย ท่านพูดเอ