กายยังไม่หายดี ไม่ได้พบนางนานขนาดนี้ ใบหน้าของนางซีดขาวและผ่ายผอม ใต้ตายังมีรอยคล้ำ เห็นได้ชัดว่าเกิดจากกังวลจนนอนไม่หลับ
หากบอกความจริงกับนางเวลานี้ว่าเด็กสองคนกลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายไปแล้ว แรงกระทบกระเทือนเช่นนี้ นางจะทนรับไหวได้อย่างไร? หากความกังวลกลายเป็นโรคร้าย เช่นนั้น…
เธอไม่กล้าคิดต่อ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นหมอ รู้ดีว่าบางครั้งไข้ใจก็ทำได้เพียงรักษาด้วยยาใจเท่านั้น แม้นางจะมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศเพียงใด หากคนคนหนึ่งไม่มีความคิดอยากอยู่ต่อ อย่างนั้นเธอก็จนปัญญา
“เสี่ยวจิ่วๆ เจ้าบอกข้าเร็ว เย่เอ๋อร์เล่า? เย่เอ๋อร์กับหยางหยาง พวกเขาสองคนเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขา พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” เห็นเฟิ่งจิ่วเงียบทำสีหน้าครุ่นคิด น้ำตาของซู่ซีไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน
นางไม่กล้าจินตนาการ และกลัวที่จะรู้ แต่ทว่าลูกของนางเป็นอย่างไรบ้างกันแน่? แม้ความจริงจะเจ็บปวดเพียงใด นางก็จำต้องรู้
เห็นนางร้องไห้ปานใจจะขาด ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดไปทั้งดวง ร่างบางสั่นเทาแทบยืนไม่อยู่ เฟิ่งจิ่วลอบตัดสินใจกับตนเอง
“ท่านย่า? ท่านร้องไห้อะไรกัน? ไม่ต้องร้อง เสี่ยวเย่เอ๋อร์กับหยางหยางไม่เป็นไร พวกเขาสบายดี” เธอพูดเสียงเบา พยายามปกปิดความรู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างสุดความสามารถ
ได้ยินอย่างนั้น ซู่ซีอึ้งงัน น้ำตาคลอเบ้าเงยหน้ามองเธอ “จริงหรือ? พวกเขาสบายดีจริงหรือ? เจ้าไม่ได้โกหกข้า?” สองมื