ผ่อนอยู่ข้างหลัง
เห็นอย่างนั้น ฮุยหลางก็ไม่รบกวนเธอ เดินไปนั่งลงในจุดที่อยู่ไม่ห่างจากเธอ มองดูเธอนั่งขัดสมาธิขับเคลื่อนลมปราณ หลับตาทำสมาธิ
สองวันต่อมา ฮุยหลางมองดูกวนสีหลิ่นพาองครักษ์เฟิ่งจากไป เขาเดินมายืนข้างๆ เฟิ่งจิ่ว อดถามไม่ได้ “ภูตหมอ พวกเขาไปทำอะไร? พวกข้าต้องไปช่วยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง ให้พวกเขาไปก็พอ” เฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ตอบโดยไม่ลืมตา
“อย่างนั้นพวกเราจะบุกโจมตีจักรวรรดิบุริมฉายเสียที?” ฮุยหลางถาม สองวันมานี้เขาเห็นเธออยู่ที่นี่ตลอด นอกจากพวกกวนสีหลิ่นที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย เธอก็เอาแต่นั่งอยู่ตรงนี้ไร้คำสั่งใดๆ เขาไม่รู้ว่าพวกเขาตั้งใจจะลงมือเมื่อใดกันแน่
“ใครบอกเจ้าว่าเราจะบุกโจมตีจักรวรรดิบุริมฉายกัน?” เฟิ่งจิ่วมองเขา แล้วถามอย่างขี้เล่น
“ไม่ใช่หรือ? เช่นนั่นเรามาทำอะไรนี่กันเล่า? ภูตหมอ ขั้นต่อไปท่านคิดจะทำอย่างไร? อย่างน้อยก็บอกให้ข้ารู้หน่อยสิ!” เขาทำหน้าย่นแล้วมองเธอ
เขาพาคนมาถึงที่นี่ แล้วอยู่ที่นี่ตลอด กลับไม่รู้ว่าคำสั่งต่อไปคืออะไร ความรู้สึกอย่างนี้ช่างชวนให้อึดอัดจนกระวนกระวาย
“รอก่อนเถิด! ถึงเวลาข้าย่อมบอกเจ้าเอง” เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ พูดอีกว่า “ในเมื่อว่าง อย่างนั้นพวกเรามายืดเส้นยืดสายกันหน่อยเถิด!” สิ้นเสียง เธอเหวี่ยงกำปั้นโจมตีฮุยหลางทันที
ฮุยหลางรีบถอยหลัง เห็นนางไม่ได้ขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณ จึงบอกว่า “อย่างนั้นก็ดี! ข้าจะเป็