วยตัวคนเดียว ข้านึกว่าท่านลืมข้าจนสิ้นและแต่งงานใหม่ไปแล้ว นึกไม่ถึง เสี่ยวจิ่วบอกว่าท่านโดดเดี่ยวมานานหลายปี”
“ข้าดีใจที่ข้าอยู่ลำพังมาโดยตลอด ไม่เช่นนั้น ข้าจะสู้หน้าเจ้าที่รอคอยมานานหลายปีขนาดนี้ได้เช่นไร” เขากุมมือนาง บอกว่า “หวั่นหรง ครอบครัวของเราจะไม่แยกจากกันอีกแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านของเรา”
“อืม จะไม่แยกจากกันอีกแล้ว” นางแอบอิงในอ้อมอกของเขา หัวใจที่ล่องลอยมานานหลายปี ในที่สุดก็หาท่าเรือจอดเทียบท่าเจอแล้ว
ด้านหน้า เฟิ่งจิ่วเดินเล่นกับเซวียนหยวนโม่เจ๋ออยู่ที่ลานหน้าบ้าน นึกถึงภาพเมื่อครู่ เธอยิ้มๆ แล้วถามว่า “ท่านเห็นท่านพ่อของข้าแล้วจำไม่ได้ใช่หรือไม่?”
ได้ยินอย่างนั้น เซวียนหยวนโม่เจ๋อทำสีหน้าไม่ถูก เบือนสายตามองไปทางอื่น บอกว่า “ใช่ จำไม่ได้”
“จากนั้นเล่า? ข้าเห็นแววตาที่ท่านจ้องท่านพ่อของข้าตอนนั้นเหมือนอยากฆ่าคนแล้ว” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองเขา “หึงข้าใช่หรือไม่? หึงข้ากับท่านพ่อข้าใช่หรือไม่?”
“เปล่า”
“งั้นหรือ?” เธอยักคิ้ว แล้วหยอกล้อ “เหตุใดข้ารู้สึกว่าไม่เป็นเหมือนอย่างที่ท่านพูดกันเล่า!”
“ท่านพ่อของเจ้ามาถึงแล้ว ถ้าอย่างไรก่อนกลับราชวงศ์เฟิ่งหวงไปพบเสด็จพ่อของข้าก่อน แล้วหารือกันเรื่องแต่งงานเถิด!” เขาเปลี่ยนเรื่อง รู้สึกราวกับไร้ที่ซ่อนเมื่ออยู่ภายใต้สายตาหยอกล้อเช่นนั้นของเธอ
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหุบรอยยิ้มหยอกล้อ บอกว่า “เช่นนั้นไว้ข้าจะไปบ