อย่างนั้น ซั่งกวนหวั่นหรงยิ้มๆ ปล่อยให้เขาตามไปด้วย ครั้นพวกเขาสามคนออกจากเรือน ขณะอยู่บนถนน นางถึงได้ตระหนักว่าให้กวนสีหลิ่นตามมาด้วยนั้นถูกต้องแล้ว
คนบนถนนมักหันมามองนางกับเหลิ่งซวงด้วยสายตาตะลึงในความงาม สายตาเช่นนั้นมีให้เห็นอยู่ตลอดเส้นทาง บ้างก็เอาแต่มองนางไม่มองทางจนชนคนข้างหน้า บ้างก็ถึงขั้นอยากเข้าใกล้ แต่เห็นว่าข้างหลังพวกนางมีกวนสีหลิ่นตามมาจึงไม่กล้าเข้ามา ทำได้เพียงมองอยู่ไกลๆ
ด้วยเหตุนี้ ซั่งกวนหวั่นหรงได้แต่ลอบส่ายหัวในใจ นางออกมาเดินข้างนอกน้อยครั้ง กลับลืมไปว่าผู้ชายนั้นเป็นเพศที่มีธรรมชาติชอบสิ่งสวยงาม
ภายใต้การคุ้มกันของกวนสีหลิ่น พวกนางมาถึงตลาดแล้วซื้อของที่อยากได้จนครบแล้วกลับเรือน หลังจากส่งพวกนางกลับถึงเรือน กวนสีหลิ่นก็ไปฝึกวิชาที่ลานด้านหน้า ส่วนซั่งกวนหวั่นหรงกับเหลิ่งซวงที่อยู่ในครัวก็เริ่มสาละวนทำอาหาร
พอเฟิ่งจิ่วตื่นมาแล้วรู้ว่าท่านแม่ของนางกับเหลิ่งซวงทำมื้อเช้าอยู่ในครัว ก็ล้างหน้าล้างตาแล้วออกจากห้อง วิ่งไปที่ห้องครัว ยังไม่ทันก้าวเข้าไปในครัวก็ได้กลิ่นหอมลอยออกมาแตะจมูกแล้ว เธออดสูดหายใจลึกๆ ไม่ได้
“ว้าว! หอมมาก! นี่กำลังทำอะไรกินกันหรือ? ข้าหิวจะตายแล้ว” เธอยิ้มตาหยีแล้วชะโงกหน้าเข้าไปใกล้
“นายท่าน” เหลิ่งซวงขานเรียก เผยรอยยิ้มออกมา ก่อนจะถอยหลังเพื่อให้เธอเข้ามาดูใกล้ๆ
“เสี่ยวจิ่วตื่นแล้วหรือ? มาได้จังหวะพอดีเลย พวกข้าเพิ่งทำเสร็จพอดี เจ้ามาชิมหน