ี้ข้าช่วยท่านไม่ได้หรอก” เธอเดินมาข้างกายเขาแล้วนั่งลง มองดูพวกเขาสองคนเดินหมาก ยิ้มๆ แล้วพูดว่า “ท่านพี่ ท่านเดินหมากอย่างไรให้แพ้หมด นี่ใกล้จะหมดหนทางรอดอยู่แล้ว”
“เอาเถิด ข้ายอมแพ้แล้ว ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าดังคาด!” เขาโบกมือให้ต้วนอิ๋งอิ๋ง เป็นเชิงบอกว่าไม่เล่นแล้ว
“ท่านพี่ อิ๋งอิ๋งมาเดินหมากกับท่านอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ดูเหมือนนางไม่ค่อยกลัวท่านแล้ว ท่านทำอะไรงั้นหรือ” เฟิ่งจิ่วถามด้วยความสงสัย
“นางทำอาหารเสร็จก็เรียกข้าไปกิน ข้านึกว่านางกินแล้ว ก็เลยกินเสียหมด แต่ข้าได้ยินเสียงท้องนางร้อง เลยทำบะหมี่ให้นางกินหนึ่งชาม แม่นางน้อยคนนี้ก็ซื้อใจได้ง่ายนัก บะหมี่ถ้วยเดียวก็เปลี่ยนท่าทีกับข้าครั้งใหญ่ทีเดียว” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ยิ้มกว้าง รู้สึกเหมือนไม่อยากเชื่อเช่นกัน
ที่แท้บะหมี่ถ้วยเดียวก็สามารถลดความกลัวที่นางมีต่อเขาได้ ดูแล้วเขาเองก็คงไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
“ข้าจะไปทำอาหาร” ต้วนอิ๋งอิ๋งมองทั้งสองแล้วยิ้มๆ เขียนข้อความลงบนกระดาษแล้วลุกขึ้น แต่กลับถูกเฟิ่งจิ่วกดตัวให้นั่งลง
“วันนี้พวกเราอย่ากินข้าวที่นี่เลย ออกไปกินข้างนอกกันเถิด! ถือโอกาสเดินเที่ยวตลาดกลางคืนด้วยเลย” เฟิ่งจิ่วแนะนำ
“ดีเลย!” กวนสีหลิ่นเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ต้วนอิ๋งอิ๋งไม่ได้ยินว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน ได้แต่ทำหน้าสงสัย กระทั่งเห็นข้อความที่เฟิ่งจิ่วเขียนลงบนกระดาษ จึงเขียนคำถามลงบนกระดาษด้วยความดีใจ “ข้าก็ไปได้หรื