าสะใภ้ใหญ่เฉินมีเป้าหมายอะไรกันแน่
แต่ยังไม่ทันได้รู้สาเหตุที่สะใภ้ใหญ่เฉินจับตามองพวกเขา ก็มาได้ยินเรื่องความขัดแย้งภายในของตระกูลเฉินเข้าเสียก่อน
เมื่อเขากลับเข้าห้องก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้เย่อวี๋หรานฟัง
เย่อวี๋หรานมีท่าทางครุ่นคิด
จูซานพูดว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินต้าเหนียงที่ดูจิตใจดี ลับหลังกลับเป็นคนแบบนี้ไปเสียได้ ไม่แปลกที่ลูกสะใภ้ทั้งสองของนางจะไม่พอใจ มันเทศแท่งที่พวกเราเอาไปให้พวกเขาก็ตั้งใจว่าเอาไปให้เด็ก ๆ บ้านพวกเขากิน แต่นางกลับเอาไปให้บ้านลูกเขยเสียอย่างนั้น…ทั้งยังลงมือรวบรัดฉับไวอีกด้วย”
“ทุกบ้านล้วนมีตำราที่อ่านยาก เฉินต้าเหนียงพะวงถึงลูกสาวเช่นนี้แสดงว่าลูกสาวของนางคงมีชีวิตลำบาก หรือเจ้าก็คิดว่าลูกสาวบ้านไหนออกเรือนไปแล้วก็เป็นคนในครอบครัวคนอื่น บ้านเดิมไม่ต้องสนใจแล้ว?” เย่อวี๋หรานเหลือบตาขึ้นมองจูซาน เอ่ยเตือนเขาว่า “อีกไม่กี่ปีปาเม่ยก็ต้องแต่งเข้าบ้านคนอื่นแล้วนะ”
เดิมทีจูซานอยากตอบว่า ‘ก็เป็นอย่างนั้นนี่นา’
แต่พอมารดาเอ่ยถึงปาเม่ย เขาได้แต่กลืนประโยคนั้นกลับลงไป
เขาไม่โง่เสียหน่อย มารดารักน้องสาวปานนั้น ถ้าเขากล้าพูดแบบนั้นออกไป มารดาจะต้องไม่พอใจแน่นอน
“แล้ว…แล้วจะทำอย่างไรได้ล่ะขอรับ? คนก็ออกเรือนไปแล้ว จะมีชีวิตดีหรือไม่ดีก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนเขา พวกเราอยากยุ่งก็ยุ่งไม่ได้” จูซานพูด “แต่ถ้ามีคนกล้ารังแกปาเม่ย พวกข้าพี่น้องจะต้องออกหน้าให้ปาเม่ยแน่นอน”
“แ