าเสียดายที่สะใภ้ใหญ่เฉินมัวแต่คิดว่า ‘สิ่งของเล่า? ทำไมไม่มีอะไรเลยล่ะ?’
นางตกอยู่ในภวังค์ ยังไม่ได้สติคืนมา
เย่อวี๋หรานเห็นสีหน้าอีกฝ่ายขณะนั้นก็รู้สึกว่าน่าขัน “ตกใจใช่ไหม?”
“หา?” สะใภ้ใหญ่เฉินได้สติคืนมา สีหน้าจืดเจื่อน “ก็…ก็ตกใจนิดหน่อยเจ้าค่ะ”
นางถูกจับได้แล้ว หรือยังจับไม่ได้กันนะ?
คงไม่หรอกกระมัง
จูต้าเหนียงคงถามเรื่องที่นางสั่งสอนลูกสะใภ้มากกว่า
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าพูดแต่ความจริงทั้งนั้น ถ้าเป็นหลายปีก่อนข้ายังอารมณ์ร้ายกว่านี้เสียอีก พวกลูกสะใภ้เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่ทันไร ข้าก็ถือมีดตรงไปเอาเรื่องถึงบ้านเดิมของนาง เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
คุณพระคุณเจ้าช่วย ยังใช้มีดด้วยหรือเนี่ย?!
นั่นเป็นเรื่องที่คนเขาทำกันงั้นเรอะ?
สะใภ้ใหญ่เฉินรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว กลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วถามว่า “เพราะอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ยังจะเป็นเพราะอะไรเสียอีก ก็เพราะขัดหูขัดตาลูกสะใภ้น่ะสิ ต่อให้อารมณ์ร้ายแค่ไหน แค่ด่าบิดามารดานางสักยก สุดท้ายนางก็ย่อมทำตัวสงบเสงี่ยมต่อหน้าข้า ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ข้าใช้งานแต่โดยดี ข้าให้ทำอะไรก็ต้องทำ” เย่อวี๋หรานปรายตามองขณะถามว่า “ปีที่เจ้าเพิ่งแต่งเข้ามา แม่สามีสั่งสอนเจ้าอย่างไรหรือ?”
สายตาจับจ้องมองมาตรง ๆ
สะใภ้ใหญ่เฉินสายตาล่อกแล่กอย่างห้ามไม่ได้ “แฮะแฮะ!”
นางหัวเราะแห้ง ๆ ไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปอย่างไร
“คือว่า…ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่สามีบอกให้ข้าทำ