ะตูทางเข้าตั้งอยู่บนที่สูง ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกราวสิบกว่าขั้น จึงจะมองเห็นซุ้มประตูนั้นได้เต็มตา…เป็นประตูหินบานคู่สูงเด่นที่เต็มไปด้วยลวดลายแกะสลัก ทั้งยังมีลายมือของบุคคลสำคัญสักคนอยู่ด้วย
“ท่านแม่ ท่านเห็นไหมขอรับ นั่นปรมาจารย์อวิ๋น เป็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋นล่ะขอรับ…” ครั้นจูชีเห็นนามที่จารึกไว้บนประตูหินก็ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม “อาจารย์เสินบอกว่า ลิปิกร (ปรมาจารย์เขียนพู่กัน) ที่มีชื่อเสียงที่สุดมีอยู่สามท่าน ก็คือปรมาจารย์อวิ๋น ปรมาจารย์เฉินกวง และปรมาจารย์กงเหลียง…”
“คิดไม่ถึงว่ากลอนคู่บนประตูใหญ่ของที่นี่จะเป็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋น?!”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าดีใจยิ่งนัก ได้มาเห็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋นด้วย”
……
เขายืนอยู่หน้าประตูหิน พูดพึมพำอะไรไม่หยุด ไม่ได้ปิดบังความเลื่อมใสที่มีต่อปรมาจารย์อวิ๋นผู้นั้นเลยสักนิด
บัณฑิตผู้หนึ่งเดินผ่านมาก็ประสานมือคารวะเขา “สหายก็เป็นผู้เลื่อมใสปรมาจารย์อวิ๋นเหมือนกันหรือ? ข้าน้อยลู่ไถ เป็นศิษย์ใหม่ของโจวเสวียเมืองผู่โซ่ว”
มีคนมาแนะนำตัวเองด้วย จูชีอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว คารวะตอบกลับทันที “ข้าน้อยจูซุ่นเต๋อ เป็นศิษย์ใหม่ของโจวเสวียเช่นกัน”
“เห็นกล่องตำราบนหลังท่านก็พอจะเดาได้” ลู่ไถยิ้ม “สหายจูคงเพิ่งมาได้ไม่นาน วันนี้จะไปรายงานตัวกระมัง?”
“ใช่แล้ว ข้ากำลังจะไปรายงานตัวที่โจวเสวียกับท่านแม่และพี่สาม” จูชีถามกลับ “ท่านล่ะ? ท่านราย