ำยำที่อยู่ด้านหน้า เขาหันกลับมามองทั้งสองคนแวบหนึ่ง เห็นลั่วเหิงใส่เครื่องแบบของสำนักโอสถตะวัน จึงก้าวเข้ามาคารวะ
“ใช่แล้ว ข้ากำลังจะขึ้นไปสำนักโอสถตะวัน ทั้งสองท่านเป็นศิษย์สำนักโอสถตะวันหรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าจะบอกเจ้าให้นะ แถวนี้เกิดเหตุไม่สงบ ยามขึ้นเขาเจ้าต้องระวังตัวหน่อย หากพบอันตรายอะไรก็รีบร้องตะโกน” ลั่วเหิงกล่าวเตือน
ชายร่างกำยำได้ยินก็ชะงักไปนิด จากนั้นยิ้มตอบว่า “ไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่ข้าปกป้องตัวเองได้ไม่มีปัญหา ทั้งสองท่านไม่ต้องห่วง”
เฟิ่งจิ่วที่อยู่ด้านหนึ่งยิ้มๆ ก่อนบอก “เรื่องนี้ระวังไว้หน่อยดีกว่า แถวนี้มีคนตายไปหกเจ็ดคนแล้ว ล้วนถูกฆ่าทั้งนั้น”
เมื่อได้ยิน ชายหนุ่มตะลึงเล็กน้อย แล้วจึงค่อยพยักหน้า “ขอบคุณท่านทั้งสองมาก ข้าจะระวังตัวไว้” กล่าวจบก็ประสานมือคารวะแล้วจากไป มุ่งหน้าขึ้นเขาต่อ
ครั้นเห็นคนคนนั้นจากไปแล้ว ทั้งสองเดินค้นหาในป่าต่อ แต่ก็ยังไม่ค้นพบอะไร ลั่วเหิงจึงมานั่งพักใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
“พักสักครู่เถอะ! เดินหาหลายที่แล้วก็ยังไม่เจออะไร บางทีเจ้านั่นอาจจะไปแล้วก็ได้” เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หยิบน้ำออกมาดื่มหนึ่งอึก
เฟิ่งจิ่วกลับคิดในใจ จากที่พวกเขาเล่าให้ฟังเมื่อครู่ แทบจะมีคนตายในทุกสามชั่วยาม เช่นนั้นระยะห่างตั้งแต่คนก่อนหน้านี้ที่ถูกพบศพจนถึงตอนนี้ ก็ใกล้จะสามชั่วยามแล้ว หากต้องการฆ่าคนทุกสามชั่วยามจริงก็ต้องเป็นช่วงเวลานี้
เพียงแต่ในพื้นที่กว้างใหญ่ หากต้อง