ห้ข้าตกใจเล่นใช่ไหม?” จูชีเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว “หมายความว่าน้ำแกงที่พวกเราซดไปวันนี้…”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขายิ่งพูดก็ยิ่งไปกันใหญ่ จึงพูดขัดขึ้นมา “เอาล่ะ อย่าเอาแต่เดามั่วซั่วอยู่เลย ตอนแรกก็ไม่มีเรื่องอะไร กลับถูกพวกเจ้าเดาเลอะเทอะหมดแล้ว”
จูซานลูบจมูกตัวเองด้วยสีหน้าจืดเจื่อน
เอาเถอะ เขายอมรับก็ได้ว่าเขาทำตัวเหมือนเด็กเกินไปหน่อย!
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเขานี่นา จะต้องเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากจูชีแน่แล้ว
คิดได้อย่างนั้นก็หันไปมองจูชีแวบหนึ่ง
จูซานไม่รู้ว่าพี่สามมองมาเพราะเหตุใด จึงได้แต่งุนงงสงสัย “พี่สาม ท่านมองข้าทำไม?”
“ไม่มีอะไร” จูซานไม่ได้อธิบาย
เย่อวี๋หรานจำต้องเตือนจูซานว่า “เจ้าสาม เจ้ากำลังล้างเท้าให้ข้าอยู่นะ ไปจับจมูกแบบนั้นไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”
จูซานตัวแข็งทื่อ มองมือตัวเองสลับกับมองเท้าของมารดา
แม้เท้าของมารดาจะขาวมาก แต่หลายวันมานี้ก็เดินทางมาตลอด เท้าก็…
“ท่านแม่ ข้าไปล้างหน้าก่อนนะขอรับ”
จูซานเดินออกไปเร็วจี๋เหมือนหนีอะไรไปอย่างนั้น
จูชีนึกได้ก็หัวเราะร่า “ฮ่า ๆๆ…พี่สามทึ่มจัง เอามือที่เพิ่งล้างเท้ามาจับหน้าเสียได้!”
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าจนปัญญา “ตอนพวกเจ้าสองคนยังเล็ก ข้ายังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พวกเจ้าอยู่เลย พวกเจ้ารังเกียจน้ำล้างเท้าของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฮ่า ๆๆๆ…ไม่ใช่นะขอรับ ท่านแม่ ข้าแค่รู้สึกว่าพี่สามทึ่มก็เท่านั้นเอง” จูชีอธิบาย “ปกติพี่สามฉลาดจะตาย ยาก